‘เจ้าสัว-บิ๊กคอร์ปอเรท’ประสานเสียงฝ่าวิกฤติโควิด-19 ลุยผลิตสินค้าไม่ขาดตลาด-ไม่เลิกจ้าง

 

- Advertisement -

สถานการณ์แพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การใช้ชีวิตของผู้คน และความวิตกกังวลต่อภาคแรงงาน ที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างในขณะนี้ การประชุม กกร. ภาคเอกชนระดับ “บิ๊กคอร์ปอเรท” ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครือซีพี ตระกูลเจียรวนนท์ กลุ่มไทยเบฟ ตระกูลสิริวัฒนภักดี กลุ่มมิตรผล SCG  ได้ยืนยันว่ายังคงดูแลพนักงานต่อไป และเดินหน้าผลิตสินค้าไม่ให้ขาดตลาด

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้แถลงข่าว “แนวทางการดำเนินการและข้อเสนอแนะของภาคเอกชน ที่สนับสนุนมาตรการหยุดยั้งการแพร่กระจายของ COVID-19 ของภาครัฐ” หลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

โดย กกร.ขอให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันผ่านมาตรการด้านเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนสามารถยังชีพได้และลดปัญหาสังคม ที่สำคัญที่สุด คือ ชะลอการเลิกจ้างและประคับประคองผู้ถูกเลิกจ้าง ให้มีสวัสดิการและเงินอุดหนุนต่างๆ ในการยังชีพต่อ ภาคเอกชนสามารถผลิตสินค้าจำเป็นให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค

ภาคเอกชนรายใหญ่ ๆ ยืนยันว่ายังจ้างงานอยู่ในสถานการณ์นี้ และจะส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ

“ไทยเบฟ”ดูแลพนักงาน-ผลิตสินค้าเต็มที่

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าภาคเอกชนพร้อมทำงานกับภาครัฐในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 นี้ โดยขอให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าเข้าถึงความต้องการของคนไทยอย่างเพียงพอกระจายไปทั่วประเทศ

ในฐานะองค์กรของคนไทย ไทยเบฟมีหน้าที่ดูแลพนักงาน คู่ค้าและลูกค้า อย่างเต็มความสามารถ ตามมาตรการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับมาตรการรัฐ  ในการรณรงค์ให้พนักงานใช้หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน การวัดไข้ แจกจ่ายแอลกอฮอล์ เจลทำความสะอาด ให้ทุกคนตื่นรู้ กับเหตุการณ์ปัจจุบันในการปฏิบัติและดูแลตัวเองโดยไม่ตื่นตระหนกมากเกินไป ให้มีสติ และทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม ใช้เวลาอยู่บ้านให้มากที่สุด เพื่อป้องการแพร่ระบาดและลดผลกระทบตามที่แพทย์แนะนำ

รวมทั้งการดูแลรายได้ สวัสดิการ ความเป็นอยู่ของพนักงานและครอบครัว อย่างน้อยที่สุดเป็นการดูแลคนของไทยเบฟให้ดี เพื่อลดภาระให้กับภาครัฐ

“ยืนยันว่าภาคเอกชนพร้อมทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีอาหาร สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทุกครัวเรือน และทำงานกับภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติไปให้ได้  หลังพ้นวิกฤติอยากเห็นคนไทยแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม เป็นสังคมที่สามัคคีทำงานเพื่อส่วนร่วมได้อย่างจริงจัง”

เครือซีพีย้ำบริการค้าปลีก-อาหาร ไม่ขาดตลาด

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะตัวแทนทั้ง CPF CPAll TRUE กล่าวว่าเครือซีพี พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน  ในสถานการณ์โควิด-19 ช่วงนี้ ที่มีผลต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจของประเทศ เครือซีพี ตระหนักถึงความสำคัญในการให้บริการและการเข้าถึงทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม เวชภัณฑ์ ของประชาชน

ยืนยันว่า CPALL โดยร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จะทำหน้าที่ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และเวชภัณฑ์ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันร้านเซเว่นอีเลฟเว่น  มีพนักงาน 150,000 คน ที่พร้อมให้บริการในช่วงเวลานี้  ส่วน ซีพีเอฟ จะดำเนินการในการให้บริการอาหารสด อย่างต่อเนื่อง โดยต้องพึ่งพาภาครัฐและภาคเอกชนอื่นๆ ด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ให้ดำเนินการได้ต่อเนื่องไม่ขาดช่วงในการขนส่ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วน ทรูฯ ได้นำโซลูชั่นมาให้บริการด้านการทำงานที่บ้าน (work from home) และการเรียนหนังสือที่บ้านผ่านเทคโนโลยีที่จะทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเครือข่ายโครงข่ายอื่น ๆ ระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์  และอัตราค่าบริการที่เหมาะสม ปัจจุบันระบบโครงข่ายสื่อสารถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้บริโภค

“ความร่วมมือของภาคเอกชนต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิก กกร. ของทั้ง 3 สภาจะทำงานกับภาครัฐเพื่อฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน พวกเราเองต้องให้กำลังใจกันและกัน  มั่นใจในระบบการขับเคลื่อนของภาครัฐ เอกชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม  มีความหวังที่จะก้าวข้ามช่วงวิกฤตินี้ไปได้ ทำให้เศรษฐกิจมีความมั่นคง และยังน่าลงทุนจากทั่วโลก ถือเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทย หากผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดี จะทำให้เกิดความมั่นใจจากทั่วโลก ว่าประเทศไทยสามารถบริหารประเทศผ่านวิกฤติไปได้ด้วยดี”

“มิตรผล”พร้อมช่วยคู่ค้า-พนักงาน

คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มน้ำตาลมิตรผล กล่าวว่าขอให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลตามมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 การใช้เวลาทำงานที่บ้าน ทำให้ประชาชนและภาคเอกชนมีเวลามาพัฒนาตัวเอง ในสิ่งใหม่ๆ  เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต  ด้านธุรกิจจะต้องดูแลลูกค้าและซัพพลายเออร์ (คู่ค้า) ทั้งระบบ มิตรผลเองก็ต้องดูแลชาวไร่อ้อยและพัฒนาระบบซัพพลายเชนทั้งหมด ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะมีสัดส่วนส่งออกถึง 80%

“เป็นช่วงเวลาที่เราต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำ และต้องให้ความช่วยเหลือบุคลากร พนักงานของบริษัท อย่างน้อยเบื้องต้น คือ ให้ทุกคนต้องอยู่ได้ก่อน  จากนั้นค่อยๆ หาทางขยับขยายโอกาสต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต ที่สำคัญการทำงานร่วมมือกับรัฐบาล เอกชน และประชาชน ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกัน เข้าใจกัน และหาทางออกร่วมกันในช่วงนี้”

นอกจากผลิตน้ำตาลแล้วมิตรผลยังมีธุรกิจพลังงาน และยืนยันว่า แอลกอฮอล์มีพอใช้และไม่ขาดแคลนแน่นอน เพราะผลิตในประเทศไทยวันละ 4 ล้านลิตร โดยต้องกระจายออกไปให้ทั่วถึงทั่วประเทศ

“ศรีไทย-SCG” ผลิตสินค้า-ให้บริการต่อเนื่อง

คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า ได้มีการหารือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องในการผลิตสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ประชนชนเป็นห่วงว่าจะขาดแคลน ขอยืนยันว่าสินค้าไม่ขาดตลาดแน่นอน

แม้ปัจจุบันออเดอร์ในตลาดส่งออกอาจลดลง และทำให้ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการจะดูแลราคาขายให้เป็นปกติไม่สูงขึ้น เพื่อลดความเดือดร้อนผู้บริโภค  เชื่อว่าการร่วมกันทำงานของเอกชนและรัฐ จะทำให้ผ่านอุปสรรคและวิกฤติไปได้

คุณรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวว่าพร้อมร่วมมือทุกเรื่องกับภาคธุรกิจ เพื่อให้บริการสินค้าจำเป็น กลุ่มอุปโภคบริโภคยังดำเนินการได้ต่อเนื่องในสถานการณ์นี้ พร้อมร่วมกันดูแลพนักงาน คู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการทำหน้าที่ส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภาครัฐ  ทั้งการให้พนักงานทำงานที่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโรคในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19

source