กลุ่มเซ็นทรัลปักธงต่างประเทศเพิ่ม เดินหน้าลงทุนขยายค้าปลีก 3 ประเทศ – โรงแรม​ 4 ประเทศ

บริษัทมหาชนในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการ พร้อมแผนลงทุนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2563  กันอย่างต่อเนื่อง โดยยังให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มเติม ​โดยในกลุ่มค้าปลีก ภายใต้ บมจ. น้องใหม่ของกลุ่มอย่าง CRC จะเดินหน้าลงทุนทั้งในเอเชียและยุโรป จาก​ 3 ประเทศหลัก ทั้งไทย เวียดนาม และอิตาลี ขณะที่กลุ่มโรงแรมและอาหาร โดย Centel เตรียมเปิดโรงแรมเพิ่มอีก 8 แห่ง หรือกว่า 2,000 ห้อง ใน 4  ประเทศ   

CRC โตทั้งรายได้- กำไร ลงทุนเพิ่มทั้งเอชีย ยุโรป

โดยในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC​ เผย​ผลประกอบการปี 2562 เติบโตทั้งรายได้และกำไร ด้วยมีรายได้ 222,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% กำไร 12,359 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีก

คุณญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC  กล่าวว่า การเติบโตทั้งรายได้และกำไร มาจากปัจจัยหลัก คือ การมีแพลตฟอร์มธุรกิจที่แข็งแกร่งในทุกประเทศ ทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นในทุก Category ทั้งแฟชั่น ฟู้ด และฮาร์ดไลน์ โดยมีแผนเดินตามยุทธศาสตร์ 5 ปีที่วางไว้ เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มอย่างต่อเนื่องในทุกมาร์เก็ต ด้วยระบบอีโคซิสเท็มที่แข็งแรงของ OmniChannel Platfform โดยคาดการณ์อัตราเติบโตเฉลี่ย 8-10% และมีกำไรขั้นต้นก่อนหักภาษี (EBITDA) เติบโตเฉลี่ย 10-11%

ล่าสุดเซ็นทรัล รีเทล ยังได้รับการจัดอันดับให้เข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET50 และ MSCI Global Standard Indexes ด้วยเกณฑ์ Fast-track ซึ่งเป็นการตอกย้ำศักยภาพและความแข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล ขณะที่ในปี 2563 นี้ CRC มีแผนลงทุน 18,000 ล้านบาท (ไม่รวมการควบรวมกิจการ (M&A)) เพื่อขยายธุรกิจใน 3 ประเทศหลัก ​ดังนี้

  • ประเทศไทย : ขยายสาขาใหม่ อาทิ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ 3 แห่ง, ไทวัสดุ 7 แห่ง และบ้านแอนด์ บียอนด์ 3 แห่ง พร้อมกับการขยายสาขาของกลุ่มฟู้ด และร้านค้าเฉพาะทาง เป็นต้น
  • ประเทศเวียดนาม : ขยายสาขาใหม่ของบิ๊กซี / โก! อีก 6 แห่ง และปรับโฉมใหม่อีก 4 แห่ง พร้อมขยายธุรกิจ Non-Food อาทิ LookKool, Kubo, SuperSports เป็นต้น
  • ประเทศอิตาลี : ปรับโฉมใหม่สาขาฟลอเรนซ์ และกรุงโรม เน้นย้ำความเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ ลักชูรี่

“แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลก และไทยจะมีความไม่แน่นอนหลายอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว โรคระบาดโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ถดถอย เซ็นทรัล รีเทลเองก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และดำเนินธุรกิจ เฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และใช้เทคโนโลยี มาช่วยในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จากการเป็น Multi-Category และ Multi-Format ทำให้มีความยืดหยุ่น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ ​และยังเป็นข้อได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้าได้ตลอดเวลา ​สะท้อนได้จากยอดขายของออมนิแชแนลที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2562 ถึง 56% โดยในปีนี้เราคาดว่ายอดขายผ่านออมนิแชแนลแพลตฟอร์มจะเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 10% ของยอดขายทั้งหมดของเซ็นทรัล รีเทล”

Centara ขยายโรงแรมในอาเซียน และตะวันออกกลาง  

ขณะที่ผลประกอบการจากกลุ่มธุรกิจอาหารและโรงแรม หรือ Centel ในปี 2562 ที่ผ่านมา มีรายได้ 21,190.3 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย โดยเป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร (CRG) 12,294.4 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีก่อน 2.4%  และธุรกิจโรงแรม (Centara) 8,895.9 ล้านบาท ลงลงจากปีก่อน 8.9% ขณะที่กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิในภาพรวม ลดลงจากปีก่อนหน้าเช่นกัน โดย EBITDA อยู่ที่ 4,298.5 ล้านบาท ลดลง 13% ส่วนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,744.2 ล้านบาท ลดลงราว 20%

สำหรับการเติบโตที่ลดลงของธุรกิจโรงแรม มาจากการปิดปรับปรุงของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีซรีสอร์ท สมุย รวมทั้งอัตราการเข้าพักที่ลดลงจาก 81.9% เป็น  77.2% ส่งผลให้รายได้ต่อห้องพักโดยเฉลี่ยลดลง แต่อย่างไรก็ตามทางกลุ่มโรงแรมยังมีแผนที่จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตในระ​ยะยาว ด้วยการเปิดโรงแรมเพิ่มในปีนี้อีก 8 แห่ง ใน 4 ประเทศ  ทำให้จะมีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ห้องพักรวมทั้งห้องสวีทเข้ามาเติมในพอร์ตโฟลิโอเพิ่มมากขึ้น ​เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นท็อป 100 เครือโรงแรมชั้นนำของโลกในอีก 5 ปี หรือในปี ​2568

นอกจากนี้ เซ็นทารายังเตรียมเผยโฉมแบรนด์ใหม่ซึ่งมีความหรูหรามากที่สุดในบรรดาแบรนด์ของเซ็นทารา โดยแห่งแรก ณ ที่ตั้งโรงแรมซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อเดิมคือ เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท สมุย ซึ่งได้ปิดไปเมื่อกลางปีที่แล้วและอยู่ระหว่างการปรับปรุงและอัพเกรดครั้งยิ่งใหญ่เพื่อให้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของรีสอร์ทที่หรูหราขึ้นอีกระดับโดยจะเปิดตัวภายใต้แบรนด์ใหม่ล่าสุด ช่วงปลายปีนี้ โดยแห่งแรกจะเปิดให้บริการในเดือนเมษายนนี้ ได้แก่ เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ซึ่งตั้งอยู่บนชายหาดชะอำ มีขนาด 190 ห้องพัก ​รวมทั้งในไตรมาสสุดท้ายจะเปิด โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช ขนาด 142 ห้องพัก​ ซึ่งเป็นแบรนด์โคซี่แห่งที่ 3 ถัดจาก โรงแรมโคซี่ สมุย เฉวง บีช และ โคซี่ วงศ์อมาตย์ บีช เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเดินทางที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและประเทศไทย

ส่วนแผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศในปีนี้ ​ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์​ โดยจะเข้าไปปักธงเพิ่มอีก 2 ประเทศ คือ เมียนมาร์ และลาว​ ได้แก่​  เซ็นทารา เคเอ็มเอ รีสอร์ท อินเล เลค​ ที่จะเปิดให้บริการราวไตรมาส 2 ​รวมทั้ง เซ็นทารา พลูมเมอเรีย รีสอร์ท ปากเซ ​โดยมีกำหนดเปิดในช่วงปลายปีนี้

อีกหนึ่งโซนที่น่าจับตามองคือ ตะวันออกกลาง ซึ่งมีอีก 2 โรงแรมและรีสอร์ทกำลังเตรียมพร้อมเปิดห้องต้อนรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ เดอะบีพรีเมียร์ เซ็นทารา บูติกคอลเลกชัน กาตาร์ ขนาด 85 ห้อง มีกำหนดเปิดตัวช่วงไตรมาสสองของปีนี้ นอกจากนี้เซ็นทารายังเตรียมต่อยอดนำความสำเร็จของรีสอร์ทสไตล์ครอบครัวจาก เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีชรีสอร์ท พัทยา สู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางภายใต้ชื่อ เซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ ขนาดใหญ่ถึง 607 ห้องพักและห้องแบบสวีท ที่จะมีกิจกรรมรองรับทุกคนทุกวัยในครอบครัว

ขณะที่ในกลุ่มธุรกิจอาหาร จะเน้นขยายช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้น ทั้งที่เป็น Own Channel ผ่าน 1312 Food Hunt และเข้าร่วมกับกลุ่ม Aggregators ต่างๆ ​รวมทั้งการแนะนำเมนูใหม่และทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเดินหน้าขยายสาขาอีกราว 90 -100 แห่ง โดยเฉพาะใน 4 แบรนด์หลัก และการเพิ่มโมเดลใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจ และการซื้อแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเติมความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอเพิ่มมากขึ้น