Salad Factory ธุรกิจที่สะดุดตั้งแต่ก้าวแรก ​กับการโตเป็น ‘แบรนด์สลัดพันล้าน’ ของ CRG

หลายคนคุ้นเคยกับคำกล่าวว่า “ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกถูก เม็ดต่อไปก็จะถูก แต่ถ้าเริ่มติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใส่เสื้อตัวนั้นได้อย่างถูกต้อง” เนื่องจาก ก้าวแรกของทุกการเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นทั้งกำลังใจที่ดี เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ก้าวต่อๆ ไป หรือบางคนอาจใช้เป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ว่า สิ่งที่กำลังเดินมาถูกทางแล้ว แต่คำกล่าวนี้ น่าจะสวนทางกับโลกของธุรกิจ เพราะก้าวแรกของธุรกิจมักไม่สวยหรู แต่เป็นการลองผิดลองถูก ที่มักจะเต็มไปด้วยอุปสรรคให้คอยแก้ คอยฝ่าฟัน เนื่องจากการทำธุรกิจและปัญหาเป็นของคู่กันเสมอ 

- Advertisement -

เช่นเดียวกับเส้นทางของ Salad Factory (สลัด แฟคทอรี่) แบรนด์ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ที่พบปัญหาใหญ่ตั้งแต่เริ่มธุรกิจเลยทีเดียว และไม่ใช่ปัญหาทั่วๆ ไปของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างลูกค้าน้อย แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก หรือปัญหาเรื่องความลงตัวในการทำงาน แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างของธุรกิจ​ เมื่อพาร์ทเนอร์ที่เคยตกลงว่าจะทำธุรกิจร่วมกันขอถอนหุ้นออกไปจนหมด​ ในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนแรกเท่านั้น

แค่สตาร์ท ธุรกิจก็สะดุดแล้ว 

คุณกอล์ฟ ปิยะ ดั่นคุ้ม ผู้ก่อตั้งธุรกิจร้านอาหารเพื่อสุขภาพ Salad Factory เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจเมื่อราว 6 ปีก่อน ซึ่งเดิมนั้นเป็นโปรเจ็กต์ที่จะทำร่วมกันระหว่างเพื่อนๆ โดยมี 3 ผู้ถือหุ้นหลัก สำหรับเม็ดเงินลงทุนเริ่มต้น 6 แสนบาท ซึ่งคุณกอล์ฟยอมรับว่า อาจจะด้วยความคิดเร็ว ทำเร็ว ไม่ได้พูดคุยตกลงกันให้ดีก่อน ประกอบกับยังเด็กไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างตนและเพื่อนไม่ได้ราบเรียบมากนัก ดังนั้น เพียงแค่ 1 เดือน เพื่อนคนแรกก็ขอถอนตัวออกไป และอีก 1 เดือนต่อมา เพื่อนอีกหนึ่งคนก็มาขอขายหุ้นคืน ทำให้ในเวลาแค่ 2 เดือนแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ หุ้นส่วนธุรกิจที่เคยคิดว่าจะเดินต่อไปด้วยกันก็ไม่มีแล้ว รวมทั้งพนักงานชุดแรกในช่วงบุกเบิกธุรกิจก็ทยอยลาออกไปจนหมด จึงต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจจากที่จะทำเป็น Partnership ​ระหว่างกลุ่มเพื่อน กลายเป็นธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มรูปแบบ

“ช่วงแรกที่ตั้งใจเริ่มธุรกิจ เรามองว่าค่อนข้างมีโอกาสไปได้ดี เพราะธุรกิจครอบครัวทำสวนผลไม้อยู่แล้ว ขณะที่เพื่อนคนหนึ่งก็ปลูกผักออแกนิกส์ ปลูกข้าวเอง ส่วนอีกคนหนึ่งก็มีความรู้ด้านเชฟ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัว ​รวมทั้งเทรนด์เรื่องสุขภาพต่างๆ ที่กำลังมา ก็ตรงกับคอนเซ็ปต์ธุรกิจที่ตั้งใจจะทำ จึงน่าจะไปได้ดี แต่เมื่อทำงานจริง ทุกอย่างไม่ได้สวยหรู มีปัญหาที่ต้องแก้ในแต่ละวัน​ ทั้งเรื่อง Operation​ รวมทั้งปัญหาจิปาถะอื่นๆ ประกอบกับตัวเลขในเดือนแรกที่ออกมาไม่ค่อยสวย ทำให้เพื่อนคนแรกขอถอนตัวไปก่อน และในเดือนต่อมาเพื่อนอีกคนก็ขอขายหุ้นคืน เราเองก็ต้องตัดสินใจว่าจะหยุดหรือไปต่อ ​​และเลือกปรึกษากับครอบครัว ซึ่งทุกคนก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ น้องสองคนที่ยังทำงานประจำก็มาช่วยดูแลร้านในช่วงเลิกงานทุกวัน จนธุรกิจเริ่มเติบโตและอยู่ตัวน้องทั้งสองคนก็ออกมาช่วยดูแลธุรกิจร่วมกันอย่างเต็มตัว​ จนธุรกิจค่อยๆ ขยายสเกลในการเติบโตเพิ่มมากขึ้น”

ปัจจุบัน Salad Factory บริหารโดย 3 พี่น้อง โดยมีพี่ชายคนโตอย่าง คุณกอล์ฟ-ปิยะ ดั่นคุ้ม อายุ 35 ปี ดูแลภาพรวมของธุรกิจ เมนูอาหาร และการหาเครือข่ายเกษตรกรเพื่อป้อนวัตถุดิบให้ธุรกิจ, คุณแกป-ธนพงศ์ ดั่นคุ้ม น้องชายคนกลาง อายุ 33 ปี ทำหน้าที่ดูแลงานด้าน Operation และการบริหารสาขาต่างๆ และ คุณกิ๊ฟ-​ณฤชา ดั่นคุ้ม น้องสาวคนสุดท้อง อายุ 30 ปี ดูแลงานด้านตัวเลขต่างๆ ทั้งในส่วนของจัดซื้อ บัญชี รวมทั้งบริการเดลิเวอรี่

เติบโตสู่ “แบรนด์สลัดร้อยล้าน”   

แม้ธุรกิจของ Salad Factory จะเพิ่งมีอายุได้ 6 ปีกว่า แต่ก็เป็นธุรกิจที่เจอ Turning Point อยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่เรื่องของหุ้นส่วนและพนักงานในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องโลเกชั่นในการเปิดร้าน ที่เปิดได้เพียงแค่ราวๆ 2 ปี เจ้าของที่ก็ไม่ต่อสัญญา ทั้งที่ก่อนหน้าคาดว่าจะสามารถเช่าได้ในระยะยาว แต่ทุกๆ สิ่งไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ

“ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจเราได้พื้นที่เป็นอาคารพาณิชย์แถวเมืองทอง แต่เปิดธุรกิจได้เพียงแค่ 2 ปี หลังจากเริ่มมีลูกค้า ธุรกิจเริ่มเข้าที่ก็ต้องหาที่เปิดร้านใหม่ เนื่องจากเจ้าของตึกต้องการขาย และตั้งร​าคาไว้​สูงถึง 15 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจเรายังไม่สามารถสร้างรายได้มากพอที่จะซื้อตึกได้ แต่ที่ผ่านมา​เราได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือต่างๆ จากลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหาที่สำหรับขยายสาขาในช่วงที่หมดสัญญาเช่าที่ใน 2 ปีแรก การช่วยคิดเมนูอาหาร หรือการหาโลเกชั่นใหม่ๆ ในการช่วยขยายสาข​าอื่นๆ เพิ่มเติม รวมทั้งเครือข่ายของเกษตรกรที่ช่วยป้อนวัตถุดิบผักออแกนิกส์ คุณภาพดี ให้นำมาใช้ในร้าน”​ 

คุณกอล์ฟ เล่าให้ฟังว่า การย้ายสาขาจากเดิมที่เป็นอาคารพาณิชย์ ไปอยู่ที่​ BEE HIVE คอมมูนิตี้ในเมืองทองธานี​ ​​​ซึ่งเป็นทำเลที่ไม่ไกลจากสาขาเดิมมาก ทำให้ลูกค้าประจำเดินทางไปใช้บริการได้สะดวก ที่สำคัญด้วยความจำกัดของพื้นที่ ​เพราะเป็นร้านในห้างซึ่งพื้นที่ไม่มากนัก ทำให้ต้องเปลี่ยนจากการเตรียมอาหารในร้าน ย้ายไปเตรียมที่ครัวกลาง ทำให้ธุรกิจได้โมเดลสำหรับใช้ในการขยายสาขาใหม่ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น จากการใช้ครัวกลางเดียวกัน นอกจากนี้การย้ายมาอยู่ในศูนย์การค้ายังลดปัญหาจุกๆ จิก และทำให้ลูกค้าเดินทางมาได้สะดวกขึ้น มีที่จอดรถ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากขึ้น ทำให้สามารถโฟกัสการดูแล​บริหารจัดการร้านและการให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่

ซึ่งหลังจากย้ายโลเกชั่นจากอาคารพาณิชย์ในเมืองทอง มาเป็นการเปิดในคอมมูนิตี้มอลล์ ยอดขายก็เติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมได้ถึง 3 เท่า รวมทั้งสามารถขยายสาขาเพิ่มได้มากขึ้น​เรื่อยๆ จน​มีสาขา​ถึง 6 แห่ง ในเขตรอบๆ กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นโรบินสัน ศรีสมาน, คริสตัลพาร์ค เลียบด่วนรามอินทรา, เดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์, เมกา บางนา, เสนาเฟส เจริญนคร​ ขณะที่ยอดขายจากเดิมที่ปีละ 3-4 ล้านบาท ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ก็ขยับมาแตะเป็นหลักสิบล้าน และหลักร้อยล้านได้​ในเวลาไม่ถึง 5 ปี ขณะที่ยอดขายปีล่าสุดที่ผ่านมาทำได้ถึง 167 ล้านบาท

ปัจจุบันถือว่า Salad Factory ผ่านจุดที่ต้องลุ้นว่าธุรกิจที่สร้างขึ้นมานั้นจะ “รอด” หรือ “ไม่รอด” มาได้แล้ว พร้อมกับเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกหนึ่งครั้งสำคัญของธุรกิจ ด้วยการขยับสเต็ปจากการเป็นธุรกิจครอบครัว มาสู่การเป็นหนึ่งแบรนด์ธุรกิจอาหารในอาณาจักรของ​เซ็นทรัล เรสตอรองส์​ กรุ๊ปหรือซีอาร์จี กลุ่มธุรกิจอาหารเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปนั่นเอง

คุณปิยะ ดั่นคุ้ม และ คุณปิยะพงศ์​ จิตต์จำนงค์

ร่วมทุน CRG เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับการเข้ามาอยู่ในเครือ CRG ของ Salad Factory นั้น เป็นการเข้ามาในลักษณะของการตั้งบริษัทร่วมทุนที่ชื่อว่า บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ โดย CRG ถือหุ้น 51% และทาง​ Salad Factory สัดส่วน 49% เพื่อบริหารร้าน Salad Factory ทั้งสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มเติมหลังการทำ JV คือเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และอีก 6 สาขาเดิม โดยการบริหารงานต่างๆ ยังคงเป็นหน้าที่ของคุณกอล์ฟ และครอบครัวดูแลเช่นเดิม ขณะที่ CRG จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องของการเซ็ตระบบต่างๆ การขยายการลงทุนในธุรกิจ รวมทั้งการแชร์องค์ความรู้ต่างๆ ร่วมกัน

คุณปิยะพงศ์​ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส CRG ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โมเดลการ Synergy กับทาง Salad Factory ถือเป็นการทำ JV ครั้งแรกของซีอาร์จี ตามนโยบายในการสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจ SME มีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งโมเดลในการขยายธุรกิจของซีอาร์จี จากเดิมที่มีโมเดลทั้งการสร้างแบรนด์เอง ซื้อแบรนด์ และซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์มาขยาย รวมทั้งยังเป็นการเติมแบรนด์เข้ามาใน Portfolio ของบริษัทให้มีความ Diversify มากขึ้น จากปัจจุบันมีกลุ่ม QSR อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น และเบอเกอรี่อยู่แล้ว

โดยเฉพาะในกลุ่มที่​มีศักยภาพเติบโตได้เป็นอย่างดีอย่างกลุ่มธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งจากตลาดที่ใหญ่ไม่ต่ำกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งความสำคัญของ Health ที่เป็นปัจจัย Top 3 ที่ผู้บริโภคจะใช้ตัดสินใจเลือกในการรับประทาน​​ รวมทั้งเทรนด์ของการดูแลสุขภาพทำให้ความนิยมในการรับประทานสลัดและผักต่างๆ เพิ่มขึ้น ประกอบกับคู่แข่งในตลาดที่ยังมีไม่มากนัก โดยจุดแข็งของ Salad Factory ทั้งจากคุณภาพสินค้า รสชาติที่ดี และราคาไม่แพง

“การเลือก Salad Factory มาเป็นแบรนด์ในเครือ​ ทั้งโอกาสของตลาดอาหารสุขภาพ และที่สำคัญคือ Passion ของ Owner ​ท่ีมีความตั้งใจและเป้าหมายในการทำธุรกิจ ความเชี่ยวชาญที่มีต่อธุรกิจ รวมทั้งแรงจูงใจในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต ไม่ต่างจากการดูคู่แต่งงานที่ต้องหาคนที่มีเคมีตรงกัน เพื่อพูดคุยเรื่องเดียวกันและมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน โดย CRG จะใช้จุดแข็งทั้งจากสาขาที่มีกว่าพันแห่ง และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารหลายสิบปี เพื่อช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น” ​​

ขณะที่ คุณกอล์ฟ อธิบายถึงเหตุผลที่ตัดสินใจขยายสเกลธุรกิจจากการเป็น Family Business มาเป็นหนึ่งแบรนด์ในเครือ CRG เพราะต้องการเพิ่มโอกาสให้ทั้งพนักงานและเครือข่ายธุรกิจมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น เพราะการเป็นธุรกิจครอบครัวสเกลการเติบโตก็จะจำกัดอยู่ในระดับหนึ่งแต่หากได้รับการสนับสนุนจากมือออาชีพอย่าง CRG ก็มีโอกาสเติบโตได้ไกลและยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิม

และแม้ว่าการเร่งขยายธุรกิจจะเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตนับจากนี้ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า คือการรักษามาตรฐานและคุณภาพของธุรกิจ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ธุรกิจและรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว ก่อนจะเดินหน้าขยายสาขาทั้งในโลเกชั่นใหม่ๆ หรือในต่างจังหวัด รวมทั้งการให้บริการเดลิเวอรี่หรือการทำ Cloud Kitchen ในอนาคต ขณะเดียวกันจะเริ่มเดินหน้าทำตลาดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ไปในวงกว้างให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย

“หลังการร่วมทุนเรามีแผนจะสร้างครัวกลางแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ เนื่องจาก เป้าหมาย Long Term ที่วางไว้ร่วมกันใน 5 ปีจากนี้คือ การทำรายได้ให้แตะพันล้านบาท ซึ่งต้องขยายทั้งสาขาและเพิ่มกำลังผลิตให้เพียงพอ แต่ครัวกลางที่มีอยู่นั้นรองรับการขยายสาขาได้เพียงอีก 1-2 แห่งเท่​านั้น ประกอบกับเป้าหมายปีนี้ต้องขยายสาขา 4 แห่ง ดังนั้น Priority คือการเพิ่มศักยภาพของครัวกลางให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหาพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน รวมทั้งประเมินเม็ดเงินในการลงทุนไว้เบื้องต้นราว 60 ล้านบาท” 

อย่างไรก็ตาม ทั้งคุณปิยะพงศ์​ และคุณกอล์ฟ เห็นตรงกันว่า การจะทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น นอกจากความแข็งแรงของโปรดักต์ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพและรสชาติอาหาร หรือ Passion ในการทำธุรกิจแล้ว ​สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความอดทน เพราะธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ไม่มีวันหยุด ต้องอยู่บริหารร้านปีละ 365 วัน หากจะเข้ามาในธุรกิจนี้ ต้องถามตัวเองให้ดีว่ามีความอดทนมากพอที่จะทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจ​ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน โดยที่ยังไม่หมดไฟ และไม่ยอมแพ้ไปกลางทางเสียก่อนได้หรือเปล่า เพราะหากไม่มีความอดทนมากพอ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จตามที่หวังนั้นก็น้อยลงไปด้วยเช่นกัน

Photo Credit : Salad Factory Thailand