เปิดเส้นทางเทคโนโลยีบน “Wongnai” สู่ ซูเปอร์ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มฉบับ Made in Thailand

มีผลสำรวจในหัวข้อ “Mobile App Usage Study” โดย Google และ TNS ออสเตรเลีย เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันของคนไทย ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,000 คน อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 18-65 ปี พบว่า คนไทยมีการติดตั้งแอปพลิเคชันในมือถือเฉลี่ยคนละ 32 แอป โดยครึ่งหนึ่งเป็นแอปที่เลือกติดตั้งเอง และในจำนวนนั้น พบว่ามีเพียง 8 แอปเท่านั้นที่ผู้บริโภคใช้งานทุกวัน

เลข 8 จึงเป็นขนาดของสมรภูมิที่บริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต้องหาทางจับจองให้ตนเองเป็นแอปที่ถูกใช้งานทุกวันบนสมาร์ทโฟนของคนไทย แต่…สัดส่วนของสมรภูมินี้ถูกท้าทายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคมีพื้นที่จำกัดและยังถูกจับจองไปก่อนแล้วโดยแอปโซเชียล มีเดีย เกม และแอปฯสำหรับส่งข้อความ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นแอปที่มีความถี่ในการใช้งานสูง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ในด้านการเชื่อมต่อกับผู้อื่น และความบันเทิงได้อย่างมาก

เพราะฉะนั้น พื้นที่ที่เหลืออยู่คือความท้าทายของ Lifestyle App อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Banking, Retail หรือ Search & Review ที่จะต้องช่วงชิงเวลาของผู้บริโภคและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยให้ได้ และ Wongnai  ก็คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่ลงสนามนี้  แต่จะใช้กลยุทธ์ใดเพื่อมัดใจผู้ใช้งานคนไทยนั้น  คุณบอย ภัทราวุธ ซื่อสัตยาศิลป์ Chief Technology Officer จะมาบอกเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังการพัฒนา โดยเฉพาะการใช้ AI ที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าทำงานอยู่เบื้องหลังมานานแล้ว

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทีมผู้พัฒนาได้มีการนำเทคโนโลยี AI ในหลายๆ ด้านมาใช้ควบคู่กับคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่ อย่างรูปภาพและรีวิวจากผู้ใช้งานจริงซึ่งเป็นจุดเด่นของ Wongnai เพื่อช่วยทำให้ประสบการณ์การค้นหาร้านของผู้ใช้ดีขึ้น ใช้เวลาการตัดสินใจเลือกร้านสั้นลง”

“ยกตัวอย่าง การแสดงผลการค้นหาร้าน ซึ่งเป็นหน้าสำคัญที่ผู้ใช้งานใช้เปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกร้านที่อยากไปทานหรือร้านที่อยากสั่งอาหารมาทานในยุคที่การสั่งอาหารกลายเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคอย่างมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยในการเลือกร้านแล้วพบว่าเรตติ้งของร้านไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่สำคัญ ร้านที่มีรูปอาหารที่สะดุดตา บรรยากาศดี ถึงแม้เรตติ้งจะไม่ดีแต่บางครั้งก็ทำให้อยากไปลอง”

“ในขณะเดียวกัน ร้านที่อาหารอร่อยแต่รูปที่นำมาแสดงไม่สวยหรือไม่น่าดึงดูดก็อาจจะถูกมองข้ามไปได้เช่นกัน รูปภาพที่แสดงในผลการค้นหาจึงมีส่วนสำคัญมากในการตัดสินใจเลือกร้าน จึงเป็นที่มาของโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ร้านอาหารจำนวนกว่า 2 แสนร้านบน Wongnai มีภาพไฮไลท์ที่สวย ดึงความน่าสนใจ และสามารถอธิบายร้านได้ดีที่สุดขึ้นมาแสดงได้ ทำให้ผู้ใช้แอปฯสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ผู้ใช้แอปฯเท่านั้นแต่ยังรวมถึงตัวร้านอาหารเองอีกด้วย”

เมื่อ AI ต้องจัดการความ “สวย”

เบื้องหลังการแก้ปัญหานี้ทีมงานใช้วิธีสร้าง AI มาวิเคราะห์ความสวยของรูปภาพในสายตาคนหมู่มาก ผ่านตัวบ่งชี้นิยามความสวยของภาพจากคลังรูปภาพบน Wongnai เพื่อหารูปที่มีความกลมกล่อมทั้งสีสันของภาพ การจัดวางองค์ประกอบของภาพ การตัดกันของสี และความชัดลึก-ชัดตื้น จนได้โมเดลคณิตศาสตร์ที่สามารถคัดสรรรูปภาพที่เหมาะจะเป็นไฮไลท์ให้กับร้านอาหารมากที่สุดสำหรับร้านจำนวนหลักแสนร้านได้โดยอัตโนมัติ และไม่ต้องใช้คนในการคัดรูปอีกต่อไป

นอกจาก AI ที่มาช่วยเลือกรูปภาพไฮไลท์ของร้านแล้ว ข้อมูลตัวหนังสืออย่างการรีวิว ก็เป็นข้อมูลอีกประเภทที่มีจำนวนมากและเป็นจุดเด่นของ Wongnai ที่ผู้ใช้งานหลายคนเข้ามาอ่านก่อนตัดสินใจ ซึ่งเนื้อหารีวิวมีทั้งสั้นอ่านจบได้อย่างรวดเร็ว และเนื้อหายาวที่อธิบายร้านในหลายๆ ด้านแต่ต้องใช้เวลาอ่าน แน่นอนว่าผู้ใช้งานไม่อยากเสียเวลามากเกินไปในการทำความรู้จักร้าน โดยเฉพาะเมื่อลูกค้านั่งอยู่ที่ร้านแล้ว ทีมงานจึงตัดสินใจสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อช่วยดึงเอาข้อมูลสำคัญที่คนพูดถึงบ่อยออกมาจากรีวิว

ผู้ใช้แอปฯเพียงกวาดสายตาอ่านคำเหล่านี้ก็สามารถเห็นสิ่งที่น่าสนใจของร้านได้ทันที ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคำว่า “เยอะมาก” ถูกพูดถึงในหลายรีวิว ก็เป็นไปได้ว่าร้านนั้นเสิร์ฟอาหารจานใหญ่ เป็นต้น

“เทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้สามารถเห็นได้จากเว็บไซต์ขนาดใหญ่อย่างเช่น Amazon, TripAdvisor แต่จะไม่ค่อยเห็นในแอปฯของคนไทยเท่าไร เนื่องจากจำเป็นต้องลงทุนค่อนข้างมากในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Natural Language Processing (NLP) เพื่อให้ทำงานกับภาษาไทยและข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งหากสิ่งนี้ไม่ใช่โฟกัสหลักของผลิตภัณฑ์ก็อาจจะไม่คุ้มค่า แต่สำหรับ Wongnai มองว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานี้จะช่วยมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับผู้ใช้แอปฯได้ และยังสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาในส่วนอื่นๆ ได้อีกมากจึงลงทุนไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง”

โดยปัจจุบัน Wongnai มีจำนวนผู้ใช้กว่า 10 ล้านรายต่อเดือน มีฐานข้อมูลร้านอาหารกว่า 300,000 ร้านทั่วประเทศ และมีพนักงานกว่า 400 คนในสำนักงานทั้งหมด 9 จังหวัดทั่วประเทศไทย

Tech Talent ที่เข้าใจความเป็นไทยสำคัญที่สุด

อีกหนึ่งจุดแข็งที่คุณภัทราวุธมองเห็นก็คือเรื่องของ Tech Talent หรือนักพัฒนา ที่ในตอนนี้ Wongnai มีอยู่เกือบ 80 คน โดยถือเป็นกองทัพสำคัญในการปลุกปั้นบริการบนแอปฯ อย่างไรก็ตาม แค่ความรู้และทักษะอาจไม่เพียงพอ เพราะจุดที่ทำให้ Tech Talent ที่ Wongnai มีแข็งแกร่งกว่าต่างชาติคือความเข้าใจวัฒนธรรม ภาษา และพฤติกรรมของคนไทยได้อย่างลึกซึ้งกว่า

“สิ่งที่ Wongnai มองเห็นและมองหาอยู่ตลอด คือ ‘ความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี’ ของ Tech Talent ไทยรุ่นใหม่ นอกจากเรื่องทักษะและความรู้เฉพาะด้านแล้ว ความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กัน ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทย ผมได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้ และผมเชื่อว่าคนเหล่านี้จะเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำให้เราผ่านจุดเช็คพอยท์ใหม่ ๆ ที่เข้าใกล้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากต่างชาติมากขึ้น รวมถึงเป้าหมายที่จะเป็นซูเปอร์ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มสำหรับคนไทยที่กำลังใกล้ความจริงขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อทำได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าทีมงานทุกคนจะภูมิใจมากที่จะบอกทุกคนว่าแอปฯนี้ Made in Thailand อย่างแน่นอน” คุณภัทราวุธ กล่าวปิดท้าย