เทรนด์ท่องเที่ยวมาแรงปี 2020 เที่ยวโดยไม่ใช้พาสปอร์ต-สายกรีน-จัดทริปในประเทศ-มือถือคือหัวใจสำคัญ

อโกด้า แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล สำรวจถึงแนวโน้ม “การท่องเที่ยวในทศวรรษ 2020” ซึ่งพบกับเทรนด์ที่น่าสนใจหลากหลาย โดยเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ที่เข้ามาช่วยให้การเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังพบแนวโน้มการท่องเที่ยวแบบ รักษ์โลกมากขึ้นด้วย โดยเราขอสรุปเป็น 5 เทรนด์สำคัญ ดังต่อไปนี้

- Advertisement -
  1. สมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชั่น คือ ทุกสิ่งสำหรับการเดินทาง

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชั่นการท่องเที่ยว และสัญญาณการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ นักเดินทาง คาดหวังเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะนักเดินทางชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกว่า 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดในประเทศอินโดนีเซีย 56% ประเทศสิงคโปร์ 54% ประเทศมาเลเซีย 53% ไต้หวัน 50% ประเทศฟิลิปปินส์ 48% และประเทศไทย 48% 

พวกเขามีความเห็นตรงกันว่า ต้องการใช้สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้น เช่น ต้องการแอปพลิเคชั่นเดียวสำหรับทุกความต้องการในการเดินทาง, ต้องการการเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ต และต้องการเช็คอินผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการเดินทางในทศวรรษ 2020 ซึ่งเมื่อเทียบกับในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาแล้ว มีนักเดินทางเพียง 1 ใน 3 หรือ 33% เท่านั้นที่เห็นด้วย

ขณะเดียวกันพบว่า 1 ใน 2 ของนักเดินทางชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดหวังว่าจะเช็คอินเข้าที่พักผ่านแอปพลิเคชันได้ เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวเช็คอินที่ล็อบบี้ เพราะสามารถดาวน์โหลดคีย์การ์ด และเช็คอินเข้าห้องพักได้ทันที โดยนักเดินทางจากสิงคโปร์ 54% ฟิลิปปินส์ 53% มาเลเซีย 58% และไทย 49% เป็น 4 ประเทศที่คาดหวังให้เทรนด์แห่งนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากที่สุด

  1. เดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ต

การสำรวจครั้งนี้ อโกด้ายังทำให้พบกับเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจอย่าง การเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ต พบว่า นักเดินทางจาก 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ 50% เวียดนาม 47% ฟิลิปปินส์ 45% จีน 44% และออสเตรเลีย 41% เป็นประเทศที่คาดหวังจะได้เห็นเทรนด์นี้มากที่สุด แต่ในทางตรงข้าม มีเพียง 1 ใน 5 ของนักเดินทางจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่คาดว่าการเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ตจะกลายเป็นเรื่องปกติในทศวรรษหน้า

  1. เน้นท่องเที่ยวในประเทศ

นอกจากนี้ ความต้องการท่องเที่ยวมากขึ้นจากนักเดินทางทั่วโลก สะท้อนผ่านตัวเลข 40% ของกลุ่มนักเดินทางอายุ 35-44 ปี และมากกว่า 55 ปีขึ้นไป ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของตนเองมากขึ้น 40% และ 42% ตามลำดับ โดยนักเดินทางจากประเทศจีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐอเมริกา และประเทศเวียดนาม ได้เลือกจุดหมายปลายทางในประเทศเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกบนรายการจุดหมายปลายทางที่ตนอยากไปในทศวรรษหน้า

ขณะที่อีก 35% ที่ต้องการเดินทางในต่างประเทศมากขึ้น โดยนักเดินทางชาวเกาหลีและญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่จะเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมากขึ้นในทศวรรษหน้า ส่วนนักเดินทางชาวไต้หวันและอินโดนีเซีย มีแนวโน้มจะเดินทางช่วงจบการศึกษาเพื่อค้นหาตัวเองก่อนศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือวางแผนอื่นๆ ในอนาคต

  1. นักเดินทาง 1 ใน 4 มองหาการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นักเดินทางมากกว่า 1 ใน 4 ยังต้องการทางเลือกในการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะนักเดินทางจากประเทศสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย ที่มีความกระตือรือร้นในการเลือกแผนการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสืบเนื่องมาจากข่าวการปิดอ่าวมาหยาในประเทศไทย และเกาะโบราไกย์ (Boracay island) ในประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นักเดินทางอยากมีส่วนร่วมช่วยรักษ์โลกขณะท่องเที่ยว 

  1. เกียวโต กรุงเทพ และบาหลี จุดหมายที่ผู้คนอยากไปเยือนมากที่สุด

สำหรับจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางอยากไปเยือนมากที่สุดในโลกทศวรรษ 2020 นั้นอยู่ในทวีปเอเชีย โดยนักทางเดินทางทั้งจากเอเชียและตะวันตก ต่างอยากมาสัมผัสและสำรวจเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสมบัติของทวีปเอเชีย อาทิ เมืองเกียวโต ในประเทศญี่ปุ่น ที่มีศาลเจ้าชินโต วัฒนธรรม อาหาร และประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ ตามมาด้วยกรุงเทพมหานคร และเกาะบาหลี ในประเทศอินโดนีเซีย

นักเดินทางจากประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทย ไต้หวัน ประเทศเวียดนาม และประเทศมาเลเซีย ต่างต้องการไปเที่ยวที่อื่นมากกว่าที่เมืองหลวงของประเทศตัวเอง ขณะเดียวกันนักเดินทางจากประเทศเกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย เป็น 3 ประเทศที่ไม่ได้เลือกที่เที่ยวในประเทศเป็นจุดหมายปลายทางในทศวรรษหน้า

ข้ามไปยังฝั่งตะวันตก นักเดินทางชาวอเมริกันและชาวอังกฤษ อยากไปท่องเที่ยวที่มหานครนิวยอร์กมากที่สุด ซึ่งมหานครนิวยอร์กก็เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเดินทางจากประเทศออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้ ส่วนนักเดินทางทั้งชาวมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต้องการไปเยือนกรุงมักกะฮ์ให้ได้ก่อนปี 2030

เปิดเทรนด์ท่องเที่ยวของนักเดินทางไทย

หากเจาะเฉพาะข้อมูลของ นักเดินทางชาวไทย พบว่า นักเดินทาง 49% มองว่าการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อเช็คอินเข้าที่พักจะกลายเป็นเรื่องปกติในทศวรรษ 2020 โดย 39% ของคนไทยคาดว่าจะสามารถใช้แอปพลิเคชั่นเดียวสำหรับการเดินทางได้

นอกจากนี้แล้ว 32% ของนักเดินทางชาวไทย ยังต้องการทางเลือกในการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดย 36% ของนักเดินทางชาวไทยมองหาการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ 30% ต้องการไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 คือ ​กรุงเทพมหานครตามมาด้วยด้วย เกียวโต และ ภูเก็ต 

อโกด้าชี้ปี 2020 ยุคทองของนักเดินทาง

อย่างไรก็ดี อโกด้า เชื่อว่า ในทศวรรษ 2020 ที่จะมาถึงนี้ จะเป็นยุคทองของนักเดินทาง เนื่องจากเทคโนโลยีได้สร้างผลกระทบในเชิงบวก เป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ทุกคนสามารถค้นหา จอง และจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าหากย้อนเวลากลับไปเมื่อทศวรรษ 2000 เรามีเมาส์และคอมพิวเตอร์ที่ทำให้การจองตั๋วเครื่องบิน และที่พักออนไลน์ง่ายขึ้นเพียงไม่กี่คลิก

ก่อนที่ในทศวรรษ 2010 ก็มีสมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชั่น รวมไปถึงมีเครื่องมือทรงพลัง อย่าง การเก็บข้อมูล และแมชชีน เลิร์นนิ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี AI โดยสิ่งนี้เข้ามาช่วยให้บริษัททราเวลเอเย่นต์ต่างๆ อย่างเช่น อโกด้า สามารถแนะนำสินค้าและบริการที่มีความเฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคล (Personalized) และเกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้การจองบริการต่างๆ สำหรับการเดินทางกลายเป็นเรื่องง่าย

“นักเดินทางมีความกระตือรือร้น และคาดหวังที่จะเห็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะยกระดับ และทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยเฉพาะนักเดินทางชาวเอเชีย ปัจจุบันหลายบริษัทในทวีปเอเชียกำลังเป็นผู้นำของโลกในด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้และพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ผมหวังว่าจะได้เห็นทวีปเอเชียก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเรื่องนี้ในทศวรรษ 2020 โดยเฉพาะในด้านวิดีโอ และเทคโนโลยีเสมือนจริง AR (Augmented Reality) การปรับปรุงและพัฒนาแอปพลิเคชันและบริการสำหรับโทรศัพท์มือถือด้วยแชทและเสียง รวมถึงการชำระเงินออนไลน์” คุณทิโมธี ฮิวจ์ส องประธานฝ่ายพัฒนาองค์กรของอโกด้า กล่าวทิ้งท้าย