จีนยังขับเคลื่อนโลก คาดตัวเลขคนจีนเที่ยวต่างประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า ทะลุ 334 ล้านคน

บทวิจัย “เกาะติดทิศทางนักท่องเที่ยวจีน” โดยศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai COMPASS วิเคราะห์สถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนใน 10 ปีข้างหน้า และพบว่า นักท่องเที่ยวจีนยังมีความสำคัญอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวไทยและทั่วโลก เนื่องจากแนวโน้มการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 6.9% จาก 167 ล้านคน ในปี 2019 เป็น 334 ล้านคน ในปี 2030 

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า จำนวน​นักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.9% ตามกำลังซื้อและสัดส่วนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพบว่าสัดส่วนชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นจนเกือบเป็นครึ่งหนึ่งของครัวเรือนจีน และส่วนใหญ่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวลงบ้างตามทิศทางเศรษฐกิจ รวมทั้งยังพบว่าชาวจีนที่รวยขึ้น​มีการกระจายตัวตามมณฑลต่างๆ

“โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะสร้างนักท่องเที่ยวจีนหน้าใหม่ราว 33 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 20% ของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกนอกประเทศ 167 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 35 ปี เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลถึง​ 80% ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลในโลกออนไลน์และสามารถท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง และมีพฤติกรรมชอบมองหาแหล่งท่องเที่ยวประเภท Unseen รวมถึงเมืองรองทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น โดยเวียดนาม เมียนมาร์และกัมพูชา เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาแรงในสายตาของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวนอกประเทศและช้อปปิ้งของชาวจีนสูงมาก ดังนั้น ธุรกิจและองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั่วโลก จึงนิยมใช้โซเชียลมีเดียจีนนำเสนอข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวจีน”

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องค่าเงินที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลกระทบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน แต่ในความเป็นจริง ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่นักท่องเที่ยวจีนนำมาพิจารณานอกเหนือจากแต่อัตราแลกเปลี่ยน ทั้งปัจจัยบวกหรือลบ ไม่ว่าจะเป็นมาตราการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางออกนอกประเทศ ข้อพิพาททางการเมืองของแต่ละประเทศ ทั้งปัญหาภายในหรือปัญหากับประเทศอื่นๆ​ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจีนเองที่ช่วยเอื้อให้มีดีมานด์เพิ่มมากขึ้น เช่น แผนการเพิ่มสนามบินเพิ่มขึ้นกว่า 200 แห่ง จะทำให้มีสนามบินในจีนมากถึง 450 แห่งในปี 2035 จำนวนประชากรจีนที่ยังถือพาสปอร์ตในจำนวนน้อยเพียง 15% ซึ่งมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก และแรงหนุนจากมาตราการผ่อนคลายเรื่องวีซ่าของประเทศต่างๆ ที่ทำให้ชาวจีนท่องเที่ยวต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

ไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางเบอร์ 1

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นปลายทางแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีน รองลงมาคือญี่ปุ่นและเวียดนาม ซึ่ง คุณณัฐพร ศรีทอง ผู้ร่วมทำวิจัย ประเมินแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนออกเป็น 2 กรณี โดยกรณีแรก คือ หากไทยสามารถรักษาสัดส่วน 7% ของชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยือนไทยมีโอกาสแตะ 23 ล้านคน ในปี 2030 จากขณะนี้ที่มีจำนวน 11.1 ล้านคน

และกรณีที่สอง คือ หากการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเติบโตเพียง 5.5% หรืออยู่ที่ 20 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยต้องแข่งขันด้วยการรักษาจุดแข็งด้านความงดงามทางธรรมชาติ ความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานบริการด้านการท่องเที่ยว การขนส่งทางอากาศและราคา เพิ่มความหลากหลายและความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยเฉพาะเมืองรอง เช่น จังหวัด เชียงราย สุโขทัย ตราด ตรัง และแม่ฮ่องสอน  ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย

“ที่สำคัญผู้ประกอบการไทยควรทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียจีนมากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวจีนที่เชื่อถือข้อมูลบนโซเชียลมีเดียสูงมาก ซึ่งการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จีนนั้น อาจมีความท้าทายจากกฎระเบียบของประเทศจีน ผู้ประกอบการไทยจึงอาจเลือกใช้บริการจากเอเจนซีผู้เชี่ยวชาญในการทำการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มของจีนแทน ซึ่งมีทั้งบริษัทคนไทยและบริษัทร่วมทุน โดยสามารถจัดทำเป็นบทความภาษาจีนที่น่าสนใจ เพื่อเผยแพร่ในรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การส่งแบนเนอร์ของธุรกิจไปยังหน้าจอ WeChat ตลอดจนการใช้บุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดของชาวจีน (Key Opinion Leaders) ที่มีอยู่มากมายช่วยรีวิวสินค้าและบริการ”