iPhone 11 เกมนี้แค่ลดราคาพอไหม

ปรากฏการณ์ iPhone 11 เปิดตัวด้วยราคา 699 เหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดิมในปีที่แล้วที่เปิดตัวรุ่นต่ำสุดด้วยราคา 749 เหรียญสหรัฐ (ขณะที่ราคาในไทยเปิดตัวที่ 24,900 บาท) อาจเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยพบเห็นกันมาก่อนตลอดระยะเวลาหลายปีที่เรามีแบรนด์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนโลก

เหตุที่กล่าวถึงเรื่องราคาเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากเรื่องของฟีเจอร์แล้ว สิ่งที่สาวกแอปเปิลและไม่ใช่สาวกแอปเปิลติดตามมาตลอดทุกปีที่มีการจัดอีเวนท์ก็คือเรื่องของราคาว่ามันจะแพงขึ้นไปกว่าเดิมเท่าไรกัน ไม่เคยมีสักปีที่เราจะลุ้นกันว่า ราคา iPhone จะถูกลงมาก่อนเลย ด้วยเหตุนี้ทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้หลายคนสงสัยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นใน Apple หรือเปล่า

อย่างไรก็ดี การลดราคาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพราะเสียงของผู้บริโภคส่งไปถึง Apple แล้ว แต่อาจเป็นเพราะเกมที่ Apple กำลังแข่งขันอยู่นั้นบีบให้ต้องเป็นไปในทิศทางดังกล่าวก็เป็นได้

โดยก่อนหน้านี้เราทราบกันดีว่า Apple มีแผนเพิ่มรายได้ในหมวด Service ให้มากขึ้น ซึ่งก็พบว่า สามารถสร้างการเติบโตได้ตามคาด กับการที่ Service ก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ 17% ซึ่งมากกว่ายอดขายของ iPad, Mac และ Wearable ไปแล้ว (จากในยุคแรก ๆ มีแค่ 5% เท่านั้น)

ส่วนใครยังนึกภาพไม่ออกว่า Service ของ Apple คืออะไรกันบ้าง ก็ขอยกตัวอย่างเช่น iCloud, Apple Music, AppleCare และ Apple Pay มาพอเป็นน้ำย่อย ซึ่งนักวิเคราะห์พบว่า บริการในส่วนนี้เติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

แถมในอนาคต Apple ยังพร้อมเปิดตัวบริการสตรีมมิ่งอย่าง Apple Arcade และ Apple TV+ โดยจะคิดราคาค่าบริการแค่เดือนละ 4.99 เหรียญสหรัฐเท่านั้น (ราคาเท่ากันทั้งสองบริการ แต่ Apple Arcade จะเริ่มในวันที่ 19 กันยายนนี้ ส่วน Apple TV+ จะเริ่มในวันที่ 1 พฤศจิกายน) แถมยังมี Apple Card ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจับจ่ายใช้สอยในแพลตฟอร์ม ก็ยิ่งคาดว่าจะมียอดการเติบโตเพิ่มมากขึ้นในเร็ววัน

แต่เกมเพิ่มรายได้ด้าน Service นี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากตัวเครื่อง iPhone ในท้องตลาดไม่เติบโตตามไปด้วย ซึ่งการขึ้นราคา iPhone อย่างต่อเนื่องจนทะลุจุดเดือดกับ iPhone XS เมื่อปีที่ผ่านมา คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ การปรับลดราคาตัวเครื่องจึงเป็นสิ่งที่ Apple ต้องเลือกหยิบมาใช้เพื่อให้บริการต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ได้มีโอกาส “ขยายฐาน” ให้กว้างขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

ไม่มี 5G ลูกค้าที่จีนไม่ปลื้ม

แต่ก็มีคำถามตามมาเช่นกันว่า เกมปรับลดราคาไอโฟนจะช่วยพยุงแอปเปิลไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในเกมของโลกโทรคมนาคม ที่กำลังผลักดันระบบเครือข่ายให้ก้าวสู่ยุค 5G จนเป็นวาระแห่งชาติกันในหลาย ๆ ประเทศ งานนี้เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าต้องดูกันไปอีกสักระยะ เพราะปัญหาของไอโฟน 11 ก็คือ ยังไม่รองรับเครือข่ายดังกล่าวได้เนื่องจากปัญหาด้านชิปเซ็ทที่ผลิตไม่ทันทำให้ต้องรอถึงปี 2020

จากกรณีนี้ ถ้าหากลูกค้ารายใหญ่ของแอปเปิลคือประเทศไทยก็คงไม่เป็นไร เพราะไทยน่าจะยังไม่มีความคุ้มค่ามากพอหากจะปูพรมลงทุนเครือข่าย 5G แต่บังเอิญว่า ลูกค้ารายใหญ่ของแอปเปิลนอกจากสหรัฐอเมริกาแล้วก็มีชื่อของ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” รวมอยู่ด้วย ซึ่งจีนกำลังผลักดันการใช้งาน 5G อย่างกว้างขวางเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับภาคอุตสาหกรรมทั้งของประเทศจีนเองและกลุ่มประเทศเป้าหมาย และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องการสร้างภาพให้เห็นว่าเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ของจีนไม่ได้มีปัญหาอย่างที่ถูกรัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศตั้งท่ากีดกันด้วย

ด้วยเหตุนี้ถ้า iPhone 11 ไม่รองรับ 5G ก็ยากที่จะชนะในตลาดจีนใน พ.ศ.นี้ได้นั่นเอง เห็นได้จาก Will Wong นักวิเคราะห์จาก IDC ที่ให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า “จุดขายอย่างการมีกล้องที่ดี และราคาที่ลดลง อาจช่วย iPhone 11 ทำยอดขายได้ในตลาดอื่น ๆ แต่ไม่ใช่สำหรับจีน ที่มีบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจำนวนมากพร้อมจะเสนอสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G อยู่เต็มไปหมด และหนึ่งในนั้นคือ Huawei ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของจีนเองที่พร้อมแล้วสำหรับ 5G หรือกระทั่งคู่แข่งเบอร์เล็กกว่าอย่าง Vivo ก็รองรับได้เช่นกัน”

สิ่งที่ปรากฏอยู่ทั่วไปบน Weibo จึงเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบฟีเจอร์ 5G กันอย่างกว้างขวาง และหลายเสียงก็บอกว่า ถ้าต้องรอถึง 2020 งั้นปีนี้ไปซื้อ Huawei มาใช้แทนน่าจะดีกว่า

อีกหนึ่งบริษัทวิเคราะห์อย่าง CounterPoint ถึงกับคาดการณ์ว่า Apple อาจขาย iPhone ได้ราว ๆ 30 – 35 ล้านเครื่องในปีนี้ ลดลงจากปี 2015 ที่เคยทำได้ถึง 63 ล้านเครื่องมาเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้ การลดราคาไอโฟนอาจจะทำให้ Apple ชนะในเกมของตัวเองได้เร็วขึ้น แต่ในเกมของตลาดโลก ต้องบอกว่ามีตัวแปรรออยู่อีกเพียบเลย

Source