Facebook Watch ประกาศ 5 พันธมิตร “เวิร์คพอยท์-BEC-One31-Zense-วู้ดดี้” ผลิตคอนเทนต์ชิงเม็ดเงินโฆษณา

(ซ้ายไปขวา) คุณแมทธิว เฮนนิค หัวหน้าฝ่ายการวางแผนกลยุทธ์คอนเทนต์, คุณพาเรซ ราชวัต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์วิดีโอ และคุณแจ็ค คุณธรรมสาธิต หัวหน้าฝ่าย Entertainment Partnerships ของ Facebook ประเทศไทย

ศึกชิงเวลาผู้ชม และเม็ดเงินโฆษณาช่วงปลายปีเริ่มแล้ว ล่าสุดเป็น Facebook Watch ที่ออกมาเผยกลยุทธ์ด้วยการจับมือ 5 ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทย “เวิร์คพอยท์-BEC-One31-Sense-วู้ดดี้” ผลิตคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม พร้อมกระตุ้นครีเอเตอร์ไทยผลิตคอนเทนต์ขนาดยาวเพิ่ม เพื่อเข้าถึงโอกาสทำรายได้จากโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Watch

โดยหลังจากเปิดให้บริการ Facebook Watch ในไทยอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2018 รวมถึงมีการทดลองผลิต Original Content อย่าง The Real World Bangkok ไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ล่าสุดดูเหมือนว่า Facebook Watch จะถึงเวลาก้าวไปอีกขั้นแล้ว จากการเปิดเผยของ คุณแจ็ค คุณธรรมสาธิต หัวหน้าฝ่าย Entertainment Partnerships ของ Facebook ประเทศไทยกล่าวว่า บริษัทมีแผนจับมือกับ 5 ผู้ผลิตคอนเทนต์ยักษ์ใหญ่ของไทย ได้แก่ เวิร์คพอยต์, BEC, One31, Zense Entertainment และวู้ดดี้เวิลด์ นำเสนอรายการของทางค่ายบนแพลตฟอร์ม และทาง Facebook จะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้บางส่วนด้วย

คุณแจ็ค คุณธรรมสาธิต

สำหรับรูปแบบของการพาร์ทเนอร์กันนั้น มีทั้งการนำคอนเทนต์เดิมที่เคยได้รับความนิยมมาฉายใหม่ เช่น รายการ The Mask Singer, I Can See Your Voice ประเทศไทย ของเวิร์คพอยท์ รวมถึงจะมีการผลิตคอนเทนต์วิดีโอแบบ Exclusive เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

หรือในส่วนของบีอีซี (BEC) พบว่ากลยุทธ์ที่ใช้บน Facebook Watch จะแตกต่างออกไป นั่นคือใช้เพื่อนำเสนอคลิปวิดีโอ, เบื้องหลังการถ่ายทำ และเนื้อหาฉบับเต็มก่อนการตัดต่อของละครที่ออกอากาศทางช่อง 3 เป็นหลัก ขณะที่ค่าย Zense Entertainment จะเน้นไปที่รายการตลก และเกมโชว์

แต่ทั้งหมดนี้หากสังเกตจะพบว่า เป็นการสนับสนุนให้เกิดคอนเทนต์ขนาดยาวขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Facebook Watch ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนผู้รับชม และนำไปสู่เม็ดเงินโฆษณาที่เพิ่มขึ้นในที่สุด

ส่วนหนึ่งเห็นได้จากเกณฑ์ในการสร้างรายได้บนแพลตฟอร์ม Facebook Watch จากโฆษณา หรือที่เรียกกันว่า Ad-Break ที่เริ่มให้บริการในประเทศไทยมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2018 ซึ่งกำหนดให้คลิปที่จะใส่โฆษณาได้นั้น ต้องมาจากเพจที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป และคอนเทนต์ต้องมีความยาวมากกว่า 3 นาที

มากไปกว่านั้น จะมีการวัดผลประสิทธิภาพของคลิปในอดีตที่อัปโหลดขึ้นบนแพลตฟอร์มด้วยว่า สามารถดึงดูดผู้ชมเอาไว้ได้ถึง 1 นาทีขึ้นไปหรือไม่ หากทำได้ในเกณฑ์ดังกล่าวถึง 30,000 ครั้งในช่วง 60 วันที่ผ่านมา เจ้าของเพจจึงจะสามารถใช้ฟีเจอร์ Ad-Break คั่นได้

โดยคุณพาเรช ราชวัต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์วิดีโอของ Facebook เผยว่า ใน 1 นาทีแรกจะเป็นช่วงสำคัญ หากสามารถทำให้ผู้ชมติดตามได้โดยไม่กดเลื่อนไปดูคอนเทนต์อื่น ก็จะถือว่าคอนเทนต์นั้นเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบัน มีเพจที่ใส่ Ad-Break เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีก่อนถึง 3 เท่าตัว

คุณพาเรช ราชวัต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์วิดีโอของ Facebook

ส่วนเมื่อถามว่าตลาดนี้ใหญ่มากแค่ไหน ตัวเลขจาก Facebook เผยว่า ปัจจุบันมีผู้รับชมรายการผ่านทาง Watch อย่างน้อย 26 นาทีต่อวันมากถึง 140 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้ที่รัมชม Facebook Watch อย่างน้อย 1 นาทีต่อวันมากถึง 720 ล้านคนทั่วโลก (ไม่มีตัวเลขในไทยมาเปิดเผย)

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Facebook Watch ก็คือ Watch Party (สามารถเชิญเพื่อน ๆ มารับชมคลิปร่วมกันได้) ที่ Facebook เผยว่า สามารถสร้างตัวเลข Engagement ให้กับคอนเทนต์ได้มากกว่าการรับชมวิดีโอตามลำพังถึง 8 เท่า ขณะที่ หรือหากไม่ถนัดก็สามารถใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น โพลล์, รีแอคชั่น, คอมเม้นท์ ฯลฯ ได้เช่นกัน

หรือในกรณีของช่อง One31 ที่มีการใช้ฟีเจอร์ Groups ได้อย่างน่าสนใจ กับการทำโพลล์สอบถามความคิดเห็นของกลุ่มคนรักละครว่าต้องการให้ตอนจบออกมาเป็นแบบใด และสามารถสร้างการติดตามให้กับคอนเทนต์ของทางค่ายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ปัจจุบัน Facebook มีผู้ใช้งานชาวไทยเข้าใช้งานมากถึง 39 ล้านคนต่อวัน และ 55 ล้านคนต่อเดือน
อย่างไรก็ดี ในส่วนของอุปกรณ์อย่าง Facebook Portal ซึ่งเพิ่งมีการอัปเดตอุปกรณ์เจเนอเรชันใหม่ไปเมื่อคืนที่ผ่านมานั้น ทางฝ่ายสื่อสารองค์กรของ Facebook ประเทศไทยเผยว่า ยังไม่มีแผนจะเปิดตัวอุปกรณ์ดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยแต่อย่างใด