5 มุมมองของ “รวิศ หาญอุตสาหะ” ปรับองค์กรอย่างไรก่อนเข้ายุค AI ครองเมือง

ทุกองค์กรต้องการการเติบโต แต่จะโตอย่างไรในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตอบคำถามนั้นให้ได้ต่างหากคือจุดเปลี่ยนสำคัญ วันนี้เรามีอีกหนึ่งประสบการณ์จากผู้ที่นำพาองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่าน ที่หมายถึงการเปลี่ยนทุกอย่าง ทั้งการเปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการแข่งขัน เปลี่ยนวิธีการคัดเลือกคน และสุดท้ายคือการเปลี่ยนมุมมอง และชุดข้อมูลที่จะใช้ในการวิเคราะห์ อย่างคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ที่มาบอกเล่าประสบการณ์บนเวที TMA Thailand Management Day 2019 ว่าองค์กรอาจต้องเริ่มต้นจาก

1. เข้าใจตัวเอง

- Advertisement -

โดยในมุมของคุณรวิศ มองว่า สิ่งที่แบรนด์วันนี้กำลังเจอก็คือ Social Threat เราจึงพบว่าแบรนด์จำนวนมากต้องอัปเกรดตัวเอง จากแค่ขายสินค้า เป็นขาย Purpose เพราะการซื้อของผู้บริโภคทุกวันนี้ไม่ได้ซื้อเพราะว่าแบรนด์ทำของดีหรือเปล่าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าผู้บริโภคซื้อเพราะเชื่อว่าแบรนด์สามารถ Deliver Purpose เดียวกับที่ตัวผู้บริโภคคนนั้นเชื่อได้หรือไม่ และการมี “สาวก” ก็อาจเป็นหนึ่งในหลักฐานว่าแบรนด์สามารถอัปเกรดตัวเองในข้อนี้ได้สำเร็จ

2. เข้าใจความเปลี่ยนแปลงในการทำงาน และการจ้างงาน

ในอนาคต การจ้างงานก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน องค์กรส่วนใหญ่จะจ้างพนักงานจากทักษะที่พนักงานมีในเวลานั้น ซึ่งมีผลให้การบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กรจะเปลี่ยนไปด้วย คุณรวิศได้ยกตัวอย่างออฟฟิศของศรีจันทร์ที่พนักงานหนึ่งคนจะต้องมีงาน 2 งานขึ้นไปเป็นอย่างน้อย หรือพนักงานในฝ่ายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ก็จะกำหนดให้มีวันหนึ่งที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เพื่อที่จะได้ออกไปสัมผัสความเป็นไปต่าง ๆ รวมถึงการเข้าใจความเป็นไปของโลกยุคใหม่ที่อาจมีหลายอย่างต่างจากที่เราคิด

“จากการให้พนักงานไม่ต้องเข้าออฟฟิศดังกล่าว ทำให้เราค้นพบว่า สำหรับคนบางกลุ่มถ้าเหตุการณ์ที่เกิดในชีวิตเขา ไม่ได้ถูกถ่ายรูปไว้ อาจจะถือได้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ หรือเด็กวัยรุ่นทุกวันนี้ที่เข้าร้านกาแฟ เขาไม่ได้คุยว่ากาแฟร้านนี้อร่อยไหมแล้วนะ แต่เขาคุยกันว่า แสงร้านนี้สวยไหม นี่คือโลกของคน Gen ใหม่”

“Workforce กำลังเปลี่ยนไป ผู้นำจำเป็นต้องปรับองค์กรให้เป็นผู้ส่งเสริม หรืออำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้กับพนักงาน หรืออีกนัยหนึ่งทำตัวเป็นโค้ชชิ่งให้กับพนักงาน และสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการคิดนอกกรอบให้มากที่สุด”

3. เข้าใจทักษะสำหรับอนาคต

หนึ่งในสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญคือการเข้ามาของ AI ที่จะมาสร้างความท้าทายให้กับตลาดแรงงาน โดยปีที่ควรเตรียมตัวให้ดีอาจเป็นปี 2025 เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในปีดังกล่าวจะเป็นจุดตัดครั้งแรกที่โลกนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานในสัดส่วนที่มากกว่ามนุษย์ 58 : 42 และอาจทำให้วันทำงานของมนุษย์ลดลงเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์

ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องเข้าใจโมเดลการสร้างคน และบริหารคน ผ่านทักษะที่จำเป็น 3 ด้านเพื่อรับมือกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงในอนาคต อันประกอบด้วย

Hard Skill เป็นทักษะด้านความรู้และเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถด้านอาชีพ หรือความชำนาญ ซึ่งอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ตามความต้องการของตลาด ดังนั้นองค์กรจะต้องหมั่นกระตุ้นให้พนักงานเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

Soft Skill เป็นการพัฒนาทักษะความสามารถด้านสังคม เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารโน้มน้าวใจคน การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การทำงานเป็นทีม การรู้จักแก้ปัญหา รวมถึงวิธีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ (Critical Thinking) ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กร และเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

Meta Skill เป็นการสร้างทัศนคติให้พนักงานเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ สนุกกับการแก้ปัญหา และพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ที่ท้าทาย รวมถึงพัฒนาเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คุณรวิศ ให้ความเห็นว่า เมื่อเทียบกันทั้ง 3 ทักษะแล้ว Meta Skill มีความสำคัญกว่า Hard Skill และ Soft Skill เนื่องจาก Hard Skill มีอายุในการใช้งานได้เพียง 3 – 5 ปี ในขณะที่ Soft Skill นั้น วันนี้พบแล้วว่า AI เริ่มทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์บางประเภทได้ ฉะนั้น Meta Skill จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ การฝึกให้คนในองค์กรรักการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

4. เข้าใจทักษะในการสื่อสาร

ทุกการเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้นั้น ผู้นำองค์กรจะต้องสื่อสารถึงเป้าหมายให้พนักงานเข้าใจ และมองเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะพาองค์กรไปในทิศทางไหน เหมือนกับการกำหนดทิศบนแผนที่จะต้องชัด แล้วค่อยไปหาวิธีการเดินทางว่าจะไปทางเรือ ทางรถ หรือเครื่องบินเพื่อไปถึงจุดหมายนั้น

คำถามต่อมาสำหรับนักการตลาดและนักสร้างแบรนด์เกี่ยวกับวิธีรับมือในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดแรงงาน คำตอบก็คือ การพัฒนาทักษะในส่วนที่ AI ทำไม่ได้ นั่นคือ “การสื่อสาร” ซึ่งประกอบไปด้วยจินตนาการ และการเล่าเรื่อง

“การเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์นอกจากจะสามารถดึงดูดให้คนสนใจแบรนด์ รักแบรนด์แล้วยังพร้อมที่จะเป็นสาวกแบรนด์นั้นๆ ซึ่งเคล็ดลับอยู่ที่วิธีการเล่าเรื่องจำเป็นต้องมีเนื้อหา (Content) ที่เข้าใจง่าย และมีความเข้าใจในบริบท (Context) ของเรื่องที่จะสื่อสาร” คุณรวิศ กล่าว

5. เข้าใจความสามารถ และความ “ไม่สามารถ” ของ Data

ในจุดนี้ คุณรวิศเผยว่า องค์กรจำนวนมากกำลังตัดสินใจโดยพึ่งพิง Data ที่มีกันมากขึ้น ซึ่งการตัดสินใจนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงหาก Data ที่มีในมือนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้า Data ที่มีเกิดจากการรวบรวมมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพก็จะส่งผลในทางตรงกันข้ามได้เช่นกัน

นอกจากนั้น หากหันมามองลูกค้าของแบรนด์ ซึ่งก็คือมนุษย์อย่างเรา ๆ ด้วยกันเองว่าตัดสินใจในชีวิตประจำวันโดยใช้ Data หรือเปล่า คำตอบอาจไม่ใช่ โดยคุณรวิศชี้ว่า การตัดสินใจของมนุษย์นั้นอิงอยู่กับอารมณ์เป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ การประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวของแบรนด์ก็อาจเกิดจากปัจจัยข้อหนึ่งที่ว่า แบรนด์ ๆ นั้น สามารถแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ อย่างไร

โดยบนเวทีคุณรวิศเลือกนำเสนอแบรนด์ Nike กับการเลือกพรีเซนเตอร์อย่าง Colin Kaepernick ที่ก่อเหตุอื้อฉาวอย่างการประท้วงนโยบายของรัฐบาลด้วยการนั่ง “คุกเข่า” เมื่อเพลงชาติที่เปิดก่อนการแข่งขัน NFL ในแต่ละแมตช์ดังขึ้น ส่งผลให้มีคนประท้วงแบรนด์ Nike ด้วยการเผารองเท้าบนโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับส่งผลดีต่อแบรนด์ และมีผลทำให้ยอดขายออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 30% และนั่นอาจเป็นพื้นที่เดียวที่ Data “ไม่สามารถ” เข้าครอบครองได้ หรือก็คือ พื้นที่แห่งความเป็นมนุษย์นั่นเอง