สงครามการค้าปะทุอีกระลอก “Apple-ตลาดหุ้น-Cargo” สามธุรกิจแรกที่ได้รับผลกระทบจากทวีตทรงพลังของ Donald Trump

สำนวนไทยอย่าง “ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ” อาจใช้ได้กับกรณีนี้ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ออกมาประกาศว่าเขาจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% สำหรับสินค้ามูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะมีผลในวันที่ 1 กันยายน เพื่อตอบโต้ทางการจีนที่ไม่ยอมซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างที่เคยคุยกันไว้

นับว่าเป็นการระเบิดสงครามการค้าระลอกใหม่ หลังจากดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศจะสงบศึกกันไปแล้ว

และหลังจากทวีตข้อความนี้ของประธานาธิบดีคนดัง ทางจีนก็ออกมาตอบโต้ทันที โดยโฆษกรัฐบาลจีน ได้แถลงว่า รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมากต่อการกระทำล่าสุดของสหรัฐ และหากสหรัฐดำเนินการทางภาษีตามมาตรการดังกล่าว ทางจีนก็จะตอบโต้กลับเช่นกัน นั้นทำให้นักลงทุนทั้งหลายตื่นตระหนก รวมทั้งความชัดเจนเรื่องที่สหรัฐจะขึ้นภาษีการค้าก็มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเต็มๆ กับแบรนด์ที่มีฐานการผลิตในจีน แน่นอนว่าในคำขู่ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ โดยผู้ได้รับผลกระทบรายแรกหนีไม่พ้น “Apple” แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่กลายเป็นหญ้าแพรกแทบจะทันที  เห็นได้จากหุ้นของ Apple ที่ร่วงไปทันทีกว่า 2% เนื่องจากการผลิต iPhone ในขณะนี้ยังอยู่ที่จีน ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนี้จึงถูกผ่องถ่ายมายัง iPhone ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่า Apple ไม่ออกมาให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับมูลค่าหุ้นของบริษัทที่ปรับตัวลดลง แต่หากยังจำกันได้ เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Apple เคยส่งจดหมายไปถึงผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกาอย่างโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีภาษีนำเข้าที่จะเกิดขึ้นมาแล้ว

ดราม่า Mac Pro ก็มา

นอกจากนั้น ชื่อของ Mac Pro คอมพิวเตอร์ราคาแพงจาก Apple ยังกลายเป็นดราม่าชามใหญ่จากแผนขึ้นภาษีนำเข้านี้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้ Wall Street Journal เคยรายงานว่า Apple มีแผนจะย้ายการผลิต Mac Pro จากเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ไปอยู่ที่โรงงาน Quanta Computer ในจีนแผ่นดินใหญ่ (ใกล้ ๆ กับเมืองเซี่ยงไฮ้) เนื่องจากในออสตินขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้มากกว่า ซึ่ง Mac Pro จะต้องเจอภาษีนำเข้าอย่างจัง หากยังดึงดันจะดำเนินการตามแผนต่อ

Mac Pro

อย่างไรก็ดี เมื่อสองวันก่อนหน้านี้ Apple ได้มีเอกสารชี้แจงออกมาเพิ่มเติมว่า บริษัทจะยังคงลงทุนต่อเนื่องในฐานการผลิต Mac Pro ในสหรัฐอเมริกาต่อไป พร้อมกับชี้แจงด้วยว่า ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของ Mac Pro นั้นมีการผลิตในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ยุโรป ฯลฯ เนื่องจากเป็นเรื่องปกติของซัพพลายเชน

โดยเอกสารจาก Apple ยังระบุด้วยว่า Mac Pro เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบ และวางโครงสร้างโดยวิศวกรของสหรัฐอเมริกา และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน ไม่ว่าการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันจะเกิดขึ้นที่ประเทศไหนก็ตาม

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของ Times มองว่า หากการย้ายฐานการผลิต Mac Pro เกิดขึ้นจริง ก็อาจไม่กระทบ Apple มากนัก เนื่องจากไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ให้กับองค์กรเหมือนอย่าง iPhone โดยทุกวันนี้ Mac มีส่วนแบ่งในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลราว 6% ตามหลัง Lenovo, HP และ Dell (อ้างอิงจากการ์ทเนอร์)

ส่วนคำขอของ Apple ได้ถูกตีตกไปแล้ว เพราะประธานาธิบดีคนดังออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่สามารถละเว้นภาษีนำเข้าให้กับ Mac Pro ของ Apple เพียงรายเดียวได้ และถ้า Apple ไม่อยากจ่ายภาษีนำเข้า ก็ให้มาผลิตในสหรัฐอเมริกาเสียจะดีกว่า

ส่วนหญ้าแพรกรายที่สองก็ใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นคือตลาดหุ้นสหรัฐที่ร่วงลงไปถึง 200 จุดหลังจากทวีตของโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับการเผยแพร่ ไม่ต่างจากตลาดหุ้นในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย และเมื่อผนวกกับสถานการณ์ในฮ่องกง ก็ทำให้สภาพตลาดหุ้นทั่วเอเชียปิดอยู่ในแดนลบ ถึงแม้ว่าระหว่างวันที่ 7-8 สิงหาคมที่ผ่านมาสถานากรณ์จะกระเตื้องขึ้นมาแล้ว แต่ก็ถือว่าฉุดการเติบโตของตลาดทุนที่ในตอนแรกกำลังทะยานจะทะลุ 1,750 จุดอยู่รอมร่อให้ย่อตัวลงมาอย่างมาก

สำหรับหญ้าแพรกรายที่ 3 ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าก็คือธุรกิจ Cargo โดยราคาหุ้นของบริษัท Atlas Air Worldwide Holding ที่ดำเนินการจัดส่งพัสดุให้กับ DHL, Amazon ฯลฯ มีการปรับตัวลดลงมากกว่า 22% หลังการทวีตของทรัมป์ เพราะภาษีนำเข้าทำให้ความต้องการในการจัดส่งสินค้าลดน้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก CNBC

เช่นเดียวกับ Lufhansa Group ที่เผยว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าจีน – สหรัฐ ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2019 ธุรกิจ Cargo ของบริษัทมีผลกำไรลดลง 88% เหลืออยู่ที่ 16.6 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว มีการวิเคราะห์จากอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศสิงคโปร์ David Adelman ที่กล่าวถึงว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ว่า เขาเป็นคนที่คาดเดาได้ยาก เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นว่ามีประเทศอื่นได้รับประโยชน์ หรือแม้จะเป็นประเทศคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาเองก็ตาม เขาจะมองว่า ผลประโยชน์เหล่านั้นจะย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของสหรัฐอเมริกาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อีกทั้งเขายังไม่เชื่อว่า จากคำขู่ หรือการขึ้นภาษีดังกล่าว จะทำให้ภาคการผลิตที่กำลังย้ายฐานออกจากจีนแผ่นดินใหญ่กลับเข้ามาตั้งโรงงานการผลิตในสหรัฐอเมริกาได้

“สิ่งที่เราต้องเผชิญต่อจากนี้ก็คือความไม่แน่นอน เพราะเราไม่รู้ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงเมื่อไร และอย่างไร” David Adelman กล่าว

Source

Source

Source

Source

Source

Source