ไม่ต้องตื่นตูม? ผู้เชี่ยวชาญชี้ อีกนานกว่า AI จะทำหน้าที่ด้าน Human Touch ได้

หากใครบางคนกำลังกังวลว่าจะต้องตกงานแล้วมี AI หรือ Robot เข้ามาทำงานแทนเราได้ในเร็ววันนั้น มีเสียงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีออกมาปลอบใจว่า ไทม์ไลน์ของมันอาจไม่ได้เร็วขนาดนั้นก็เป็นได้

โดยงานวิจัยที่ทำให้ใจชื้นขึ้นได้อีกหน่อยมาจากสถาบันมนุษยชาติแห่งอนาคต (The Future of Humanity Institute ) จากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด และมหาวิทยาลัย Yale ที่ทำการศึกษาร่วมกันพบว่า โรบ็อทจะทำงานเช่น แปลภาษาได้ดีขึ้นเทียบเท่ามนุษย์ภายใน 5 ปีข้างหน้า และสามารถเขียนบทความได้ดีเทียบเท่ากับเด็กมัธยมปลายหลังจากนั้นอีก 2 ปี ก่อนจะไปขับรถบรรทุกได้อย่างคล่องแคล่วในปี 2027 และสุดท้ายสามารถทำงานในธุรกิจค้าปลีกได้ในปี 2031

ไม่ใช่ 10-20 ปีแต่เป็น 45 ปี

ในภาพรวม งานวิจัยชิ้นนี้คาดการณ์ว่า มีโอกาสถึง 50% ที่ AI จะทำงานได้เทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์ภายในเวลา 45 ปี จุดนี้อาจทำให้หลายคนกังวลว่าถึงวันนั้นเราจะทำงานอะไรกันดี คำตอบอาจเป็นมุมมองจาก ศาสตราจารย์ Wong Kam-Fai ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์แห่ง Chinese University of Hong Kong ในฐานะผู้เชี่ยวชาญระดับชาติคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศจีน (Chinese Association for Artificial Intelligence) ที่เผยว่ายังมีงานบางอย่างที่โรบ็อทไม่สามารถทำได้อยู่เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การควบคุมฝูงชน หรือเหตุประท้วง ที่ AI ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมหรือไม่ เหล่านี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า AI ไม่สามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง (แม้ว่าโลกฮอลลีวู้ดจะสร้างหนังพร้อมมอบบทโรบ็อทสุดอัจฉริยะที่ฝันจะมายึดครองโลกให้เราได้เห็นกันบ่อย ๆ ก็ตาม)

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสิ่งที่เรามีในวันนี้คือ AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น AI ที่พัฒนามาเพื่อเอาชนะเกมโกะ, AI ที่พัฒนามาเพื่อการนำทาง ฯลฯ ไม่ใช่ General AI ที่สามารถทำงานได้ทุกอย่างนั่นเอง

อย่างไรก็ดี จากรายงานของ World Economic Forum ก็บอกว่าเราไม่ควรนิ่งนอนใจนานไปเหมือนกัน เพราะภายในปี 2025 งานที่ทำได้โดยแมชชีนจะพุ่งขึ้นเป็น 50% (จากตอนนี้ที่อยู่ที่ 29%) และจะกระจายไปในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา, การเงิน, เฮลท์แคร์, วงการเทคโนโลยี รวมถึงในกระบวนการยุติธรรมด้วย

ตัวอย่างนี้เห็นได้มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีการใช้ระบบวิเคราะห์ใบหน้ามาตรวจจับบรรดาชนกลุ่มน้อย ผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่กระทำผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการใช้ซอฟต์แวร์ตรวจจับใบหน้าที่สนามบินในประเทศจีนเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็มีมาแล้วเช่นกัน

มองออกมานอกกระบวนการทางกฎหมาย ในอีกด้าน นักศึกษาจาก The Hong Kong Polytechnic University มีการร่วมมือกับ Alibaba พัฒนา AI ที่ช่วยคาดการณ์ว่าแฟชั่นแนวไหนกำลังจะมา แนวไหนกำลังจะเอาท์แล้วเช่นกัน ซึ่งทุกวันนี้ พวกเขาใช้เวลาไปแล้วกว่า 9 เดือนกับการนำภาพถ่ายแฟชั่นกว่า 500,000 ภาพเข้ามาสอนให้ AI เข้าใจความสวยความงาม และศาสตร์ศิลป์ของการแต่งตัว

แน่นอนว่าในทางหนึ่ง การมี AI ช่วยให้คำแนะนำด้านการแต่งตัวคงเป็นเรื่องที่ดี และอาจช่วยให้สาว ๆ ไม่ต้องเสียเงินมากเกินไปกับการซื้อเสื้อผ้าที่ไม่เข้ากับตัวเอง แต่ถ้าเครื่องมือนี้ไปอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ก็น่าคิดเหมือนกันว่า แท้จริงแล้วมันจะนำเราไปสู่จุดใดกันแน่

Source