พลิกเกมสำเร็จ “มาม่า” กลับมาโตสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังส่ง “ออเรียลทัลคิตเชน” สู้มาม่าเกาหลี

 ภาพรวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 6% คิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ “มาม่า” กลับมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 3% ถือเป็นการเติบโตมากที่สุดในรอบ 3 ปี และยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 51% โดยในช่วงครึ่งปีแรกมียอดขายรวม 4,600 ล้านบาท เติบโตจากครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมากว่า 11.6% จากเดิมตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตไว้ 5%

ดันสินค้าพรีเมี่ยมสู้ “มาม่าเกาหลี”

คุณเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาม่าดำเนินธุรกิจมา 45 ปี เป็นเจ้าตลาดมาโดยตลอด ด้วยเป้าหมายคือการ “รักษาแชร์” แต่ปีนี้ตลาดเติบโตดีมาก จากที่เคยโตเพียง 1-2% แต่ปีนี้คาดว่าจะโตถึง 6%

ความสำเร็จที่เกินคาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมี “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่ให้ผู้บริโภคนำมาซื้อสินค้าพื้นฐานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่เพียงแต่ “มาม่า” เท่านั้น แต่พบว่า “ข้าวสารบรรจุถุง” เติบโตจากบัตรนี้ด้วยเช่นกัน

อีกส่วนมาจากความนิยมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้า “มาม่า OK” หรือ ออเรียลทัลคิตเชน (Oriental Kitchen) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกลุ่มพรีเมี่ยม ที่เติบโตขึ้น 300% หลังในปีที่ผ่านมา มาม่ารุกตลาดสินค้าพรีเมี่ยมเพื่อสู้กับบะหมี่เกาหลีอย่างจริงจัง โดยออกสินค้ารสใหม่ คือ รสฮอตโคเรียน และกุ้งผัดซอสต้มยำ ด้วยรสชาติเผ็ดแซบถูกใจผู้บริโภค แต่ราคา 15 บาท ขณะที่มาม่าเกาหลีมีราคา 40 บาทขึ้นไปจนถึงร้อยบาท ทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค รวมไปถึงการออกรสชาติ “ผัดไข่เค็ม” จากกระแสไข่เค็มฟีเวอร์ ทำให้สินค้าได้รับความนิยม จนขาดตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความนิยมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในแบบ “แห้ง” ที่เพิ่มมากขึ้น

“มาม่า OK ไม่ได้มีแค่ 3 รสชาตินี้ เราทำมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่รสชาติ สไปซี่มิโสะ โคเรียลสไปซี่ ฮอตแอนด์สไปซี่ และสไปซี่ซีฟู้ดส์ ทั้งในแบบถ้วยและแบบซอง แต่การออกแบบแห้งทำให้ตลาดโต ในปีนี้ มาม่า OK ขยายจากรูปแบบซองเป็น “ถ้วยใหญ่ 80 กรัม” จำนวน 2 รสชาติ คือ รสฮอตโคเรียน แบบแห้ง และรสผัดไข่เค็ม แบบแห้ง โดยนำนวัตกรรมฝา 2 ชั้นสำหรับบะหมี่แบบแห้ง มาช่วยให้เทน้ำออกได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในราคา 20 บาท”

ต่อยอด “ข้าวต้มคัพ 3 รสชาติใหม่”

เพื่อสร้างการเติบโตจากการนำเสนอ “ของใหม่” ทั้งรูปแบบ ซอง และถ้วย ให้กับผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “มาม่า” ยังให้ความสำคัญกับการแตกไลน์สินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น โจ๊ก ข้าวต้ม ควบคู่ไปกับการคิดค้น “เมนูใหม่-รสชาติใหม่” ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะในธุรกิจอาหาร โจทย์สำคัญ คือ เรื่องรสชาติ ที่ต้องมาเป็นอันดับ 1 ดังนั้นแต่ละเมนูที่ได้ออกวางจำหน่ายต้องผ่านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงทดสอบกับผู้บริโภคแล้วว่าอร่อย!

ปีนี้ได้ต่อยอด “มาม่าข้าวต้มคัพ” 3 รสชาติใหม่ คือ รสเล้งแซบ (ก่อนหน้านี้ออกมาม่าเส้นเล็ก รสเล้งแซบ) รสซุปไข่สาหร่าย และรสกุ้งกระเทียม โดยใช้ข้าวหอมมะลิแท้ 100% เป็นข้าวเต็มเมล็ด ไขมันต่ำ เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

“ปัจจุบัน สินค้าข้าวต้มมี 3 แบบ ได้แก่ แบบซองที่ต้องนำไปต้ม ข้าวต้มแบบซองที่ไม่ต้องต้ม และข้าวต้มแบบคัพ โดยมาม่า ถือเป็นเจ้าตลาดข้าวต้มพร้อมทาน ดังนั้นการออกสินค้าใหม่ เชื่อว่า จะทำให้ภาพรวมตลาดข้าวต้มในปีนี้ เพิ่มมาเป็น 160 ล้านบาท ส่วนปีหน้าจะเพิ่มเป็น 190 ล้านบาท”

นอกจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ปีนี้ “มาม่า” ตั้งเป้าเติบโต 10.5% หรือคิดเป็นยอดขาย 10,350 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งจะมาจากจัดแคมเปญใหญ่ประจำปี มาม่าคัพเปิดรหัสคัพลุ้นขับ MG ที่ร่วมกับบริษัท​ เอ็มจี เซลส์ (ประเทศ​ไทย)​ จำกัด โดยใช้งบการตลาด 50 ล้านบาท

คาดการณ์ว่าแคมเปญนี้จะสามารถเพิ่มยอดขายมาม่าคัพได้ 20% และคาดว่าจะทำให้ภาพรวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเติบโต 6% คิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท