Kaidee เร่งสร้างแบรนด์ – ใช้ Machine Learning แก้โจทย์คนยังไม่นิยมลงประกาศขายของ

ปัจจุบันการซื้อ-ขายของออนไลน์สำหรับคนไทย ไม่ใช่เรื่องยากหรือซับซ้อนอีกต่อไป  เพราะมีแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกให้ทั้งคนซื้อคนขายมากมาย หนึ่งในแพลตฟอร์มที่คนไทยคุ้นเคยมาหลายปี ก็คงเป็น Kaidee.com แหล่งซื้อ-ขายของออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเอาของมือสองซึ่งอยู่ในบ้านออกมาขายได้ทั้งหมด ชนิดที่เรียกได้ว่า “สากกะเบือยันเรือรบ”

แต่ดูเหมือนกว่า Kaidee ยังไม่พอใจกับผลงาน แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีคนไทยใช้งานกว่า 30 ล้านคน มีคนเข้าเยี่ยมชมกว่า 329 ล้านครั้ง มีประกาศใหม่เข้ามาขายสินค้ากว่า 8.7 ล้านประกาศ  แต่ยอดการขายของทั้งหมดยังมีแค่ 1.7 ล้านประกาศ แม้จะมีมูลค่าการขายมากถึง 32,000 ล้านบาทก็ตาม ตัวเลขมันน่าจะไปได้มากกว่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแข่งขันของธุรกิจ Marketplace รุนแรงมีผู้เล่นหลากหลาย และเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกด้านก็เป็นเพราะยังมีโจทย์ความท้าทายที่ Kaidee ยังจะต้องแก้ไขให้ได้ นั่นคือ

ทำอย่างไรให้คนมาลงประกาศขายของ ซึ่งถือเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง  

ปีนี้ Kaidee จึงต้องทำให้คนรู้จัก และการพัฒนาคุณภาพ เพื่อเป็นคำตอบสุดท้าย ให้คนมาลงขายสินค้าให้มากขึ้นนั่นเอง

เรื่องง่ายๆ แต่ยังเป็นสิ่งท้าทาย Kaidee

แม้คอนเซ็ปต์การขายของบนขายดีจะไม่ได้ยุ่งยาก “มีสินค้า ถ่ายรูป ใส่ข้อมูล” ก็สามารถขายของได้แล้ว แต่ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่ได้นำสินค้าเข้ามาขายใน Kaidee สิ่งนี้ เป็นโจทย์ความท้าทายของคุณทิวา ยอร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/เฮดโค้ช Kaidee ที่วางเป็นโจทย์สำหรับการดำเนินธุรกิจในปีนี้

“ชาเลนจ์ของเรา คือ ต้องอินสไปร์ให้คนไทยรู้ว่ามีโอกาสตรงนี้ แค่มีมือถือถ่ายรูปสินค้าก็มาโพสต์ขายได้เลย ส่วนที่สองเราต้องตอบโจทย์ลูกค้าโดยเฉพาะสินค้า ตอนแรกเปิดกว้างทุกสินค้าไม่ตอบโจทย์ แต่พอเปิดเป็นรถขายดี มอไซต์ขายดี และบ้านขายดีทำให้ตอบโจทย์ลูกค้า เพราะมีความชัดเจนมากขึ้น ต่อไปคงมีหมวดหมู่ใหม่ๆ เพิ่ม เมื่อมีความพร้อม อาทิ การบริการและการรับสมัครงาน”

ความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น Kaidee  พยายามทำและแก้มาโดยตลอด คือ การสร้างการรับรู้ผ่านสื่อโฆษณา การประชาสัมพันธ์ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ช่วงแรกๆ คุณทิวายังเคยเป็นพรีเซ็นเตอร์หนังโฆษณาของตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า แต่จากสื่อทีวีคนดูลดน้อยลง การสร้างแบรนด์และการโฆษณาจึงหันไปในช่องทางอื่นมากขึ้น รวมถึงการทำคอนเทนต์เพื่อสร้างการรับรู้ และการลงพื้นที่ทำตลาดในต่างจังหวัดเพื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสารข้อมูลให้คนเข้ามาใช้บริการ  ซึ่งปีนี้จะลงไปทำตลาดในจังหวัดหัวเมืองอีก 5 จังหวัด และยังจะเพิ่มทีมงานขึ้นอีก 45 คนจากปัจจุบันมี 109 คนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ สิ่งที่ Kaidee.com ต้องทำควบคู่กันไป คือ การพัฒนาระบบภายใน เพื่อให้การขายสินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้จะมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อนำเอา Machine Learning เข้ามาแก้ไขและเสริมประสิทธิภาพการให้บริการ โดยเฉพาะในเรื่อง “ราคา” เพราะหลายครั้งที่ลูกค้าอยากขายของแต่ไม่รู้จะตั้งราคาเท่าไร Kaidee จึงจะมีไกด์ไลน์เรื่องราคาไว้ให้เปรียบเทียบ แต่อาจจะทำได้ไม่ทุกหมวดหมู่สินค้าคงเป็นหมวดหมู่หลักๆ ได้แก่ รถยนต์ มอเตอร์ไซต์​ และมือถือ ก่อนในช่วงเริ่มต้น

อีกเรื่องสำคัญของลูกค้าที่จะลงโพสต์ขายของ คือ บางครั้งก็งงกับตัวเองว่าจะประกาศขายของในหมวดหมู่สินค้าอะไรดี เพราะใน Kaidee มีหมวดหมู่มากถึง 216 หมวดหมู่ Machine Learning จึงจะทำหน้าที่แนะนำให้กับลูกค้าลงประกาศได้ถูกกับหมวดหมู่ เป็นการสร้างโอกาสทางการขายให้มากขึ้น  ซึ่ง Machine Learning จะวิเคราะห์จากรูปภาพของลูกค้าที่มาโพสต์

นอกจากนี้ Machine Learning ยังจะต้องช่วยวิเคราะห์และป้องกันสินค้าที่ไม่เหมาะสมมาลงประกาศขายด้วย แต่ละเดือน Kaidee ต้องเสียค่าบริการป้องกันสแปมและป้องกันสินค้าที่ผิดกฎหมาย ไม่เหมาะสมเข้ามาขายมากถึงเดือนละ 750,000 บาท Machine Learning ยังทำอะไรได้อีกมาก เช่น การแนะนำสินค้าใกล้เคียงที่เหมาะสมให้กับลูกค้า หากเข้ามาหาสินค้าที่ตัวเองต้องการไม่เจอ และจะเข้ามาช่วยแก้ไขเรื่องการลงขายอสังหาริมทรัพย์ให้ระบุที่ตั้งของอสังหาฯ ได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะบางครั้งบ้านอยู่ในเขตบางรัก แต่คนแถวนั้นเรียกสีลม ลูกค้าที่ต้องการซื้ออาจจะไม่ได้ค้นหาไม่เจอ  จึงต้องแก้ไขให้สอดคล้องกันระหว่างคนซื้อกับคนขาย เพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4 วิธีซื้อง่ายขายคล่องบน Kaidee

สำหรับลูกค้าที่มีสินค้าและต้องการลงประกาศขายใน Kaidee แม้ว่าวิธีการจะไม่ได้ยุ่งยาก แต่หากทำผิดวิธีไปเล็กน้อยสินค้าก็อาจจะขายไม่ออกได้เหมือนกัน และนี้คือ คำแนะนำ 4 เทคนิควิธีการง่ายๆ เพื่อให้ของที่เอาไปโพสต์ขายบน Kaidee.com ขายได้ง่าย

1.การตั้งหัวข้อขาย ต้องน่าสนใจ ตรงกับสินค้าที่นำมาขาย อ่านแล้วเข้าใจ

2.ภาพต้องชัดเจน มีตำหนิ มีริ้วรอยอะไร ก็ต้องถ่ายให้เห็น ควรจะมีหลากหลายมุม ที่สำคัญไม่ควรใช้ภาพจากที่อื่น

3.ราคาต้องเหมาะสม เดี๋ยวนี้ลูกค้าที่จะซื้อสินค้าออนไลน์ เขาเช็คราคากันมาอย่างดี เรียกว่าฉลาดเลือก การตั้งราคาสูงเกินราคาเฉลี่ยทั่วไปคนก็ไม่ซื้อ เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ผู้ขายต้องใส่ใจ

4.ต้องใส่เบอร์ติดต่อเพื่อความสะดวกและความน่าเชื่อถือ

“ลูกค้าจะซื้อสินค้าก็เพราะเกิดความเชื่อมั่น ผู้ขายจึงต้องสร้างความมั่นใจในสินค้า”

ปี 2562 ขอรายได้โตเท่าตัว

สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2561 ที่ผ่านมา Kaidee สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 68% มีจำนวนประกาศ 8.7 ล้านประกาศ ลูกค้าปิดการขายได้ถึง 1.7 ล้านประกาศ  มีจำนวนผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Kaidee ผ่านมือถือเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านครั้ง รวมเป็น 14.4 ล้านครั้งนับตั้งแต่มีการเปิดตัวมา ซึ่งความสำเร็จของผลการทำงานในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดให้บริการหมวดหมู่สินค้าใหม่ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือ BaanKaidee และด้านเกษตรกรรม หรือ FarmKaidee

ในปีนี้ kaidee ยังหวังว่าจะสร้างการเติบโตจากได้เท่าตัว จากปีที่ผ่านมา ซึ่งรายได้หลักจะมาจากบริการเสริม 70% ได้แก่ การลงประกาศในสินค้าที่ 2 ใน 5 หมวดหมู่ ได้แก่ รถยนต์ บ้าน มือถือ อะไหล่รถยนต์ และพระเครื่อง เช่น  รถยนต์คันที่สองประกาศละ 100 บาท บ้านหลังที่สองประกาศละ 200 บาท ส่วนอะไหล่รถยนต์และพระเครื่อง ​ 3 ชิ้นแรกฟรีชิ้นที่ 4 จะคิดราคาประกาศละ 5-200 บาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จารการเลื่อนประกาศให้ขึ้นไปอยู่ด้านบนครั้งละ 5-40 บาท และการปักหมุดให้อยู่ด้านบนของประกาศตลอด ซึ่งเรียกว่าท็อปแอด คิดราคาประกาศละ 50-400 บาท และ Kaidee ยังมีรายได้จากโฆษณาสัดส่วน 30%

“การลงประกาศในขายดีถือว่าไม่มีค่านายหน้า แต่สิ่งที่เราต้องอินสไปร์ คือ การให้คนเข้ามาขายของ ทำให้รู้ว่าการขายของใน Kaidee ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องทำออนไลน์แบบฟลูสตรีม และไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้า ก็นำมาขายได้ ถ้าแก้โจทย์เหล่านี้ได้ก็น่าจะสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”   ​