HEJ Street Beauty จับตลาดตจว. แต่ก็ขอโตไปเป็น SEPHORA สัญชาติไทย

ตลาดเครื่องสำอาง  ยังถูกมองว่าสวยงาม  เหมือนสีสันของสินค้า  เพราะบรรดาสาวๆ ไม่ยอมหยุดสวย  ตลาดจึงขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน  น่าเข้ามาทำธุรกิจแสวงหาโอกาสทำรายได้และกำไร  แม้มีโอกาสแต่ตลาดก็มีคู่แข่งมากหน้าหลายตา  มากเสียจนนิ้วมือที่มีอยู่นับไม่ถ้วน  น่านน้ำแห่งทะเลการค้า  จึงมีแต่จะเป็นสีแดงเข้ม  ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกันเองของหน้าเก่า  หรือการเข้ามาของหน้าใหม่ก็ตาม

ไม่ใช่แค่แบรนด์สินค้าเท่านั้นที่มีมากมายจนนับไม่ถ้วน  ช่องทางขายหรือร้านค้าเอง ก็มีหน้าใหม่เกิดขึ้นมา  เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในเกมการค้านี้ด้วย  แม้ว่าจะมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งอยู่ก่อนหน้าแล้ว  แต่ร้านค้าแบรนด์ใหม่ๆ  ก็กล้าจะกระโดดเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เล่นด้วยเหมือนกัน เพราะเชื่อมั่นว่าในตัวเอง ว่ามองเห็นช่องว่างและโอกาสทางการตลาด  พร้อมกับวิธีคิดและการทำตลาดแตกต่าง

การเข้ามาทำธุรกิจร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง  ในรูปแบบ Multi-Brand Stores  สัญชาติไทยขนาดแท้อย่าง “เฮ้ สตรีท บิ้วตี้” (HEJ Street Beauty) ของบริษัท ซีโฟร์ โกลบอล จำกัด  ก็มีแนวคิดและมุมมองต่อการทำธุรกิจอย่างนี้เหมือนกัน  เพราะเชื่อมั่นว่าในน่านน้ำทะเลสีแดง (Red Ocean) ยังมีช่องว่างและโอกาสของน่านน้ำทะเลสีคราม (Blue Ocean) แทรกตัวอยู่ หากมองเห็นและเข้าไปจับตลาดได้ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น

คุณจารุวัลย์  วงศ์เจษฎาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เล่าว่า  ตลาด Multi-Brand Stores ในเมืองไทยถือว่าเป็น Red Ocean เพราะมีแบรนด์ทำตลาดอยู่หลากหลาย  โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ  และยังไม่ได้แข่งขันกันเองเท่านั้น  แต่มี Mono Brand Store และ Specialty Store เข้ามาแข่งขันด้วยอีกมากมาย​ ส่วนตลาด  Blue Ocean  คือ ตลาดต่างจังหวัดที่พบว่า Multi-Brand Stores ยังไม่ได้เข้าไปบุกตลาด

“ตจว.-ตปท.” ตลาด Blue Ocean

สมรภูมิการแข่งขัน Multi-Brand Stores  ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ​ เป็นหลัก ไม่ว่าแบรนด์  SEPHORA  ร้านจำหน่ายเครื่องสำอางอินเตอร์แบรนด์รายใหญ่  เป็นร้านที่บรรดาสาวๆ ให้การยอมรับและนิยมเข้าไปเลือกซื้อสินค้า ก็มี 6 สาขาหลักอยู่ในกรุงเทพฯ  และอีก 2 สาขาในจังหวัดปริมณฑล ยังไม่มีสาขาในต่างจังหวัด  หรือแม้แต่ร้านอีฟแอนด์บอย  (EVEANDBOY) Multi-Brand Stores ของคนไทยทำตลาดอยู่ก่อนหน้า  ปัจจุบันยังเน้นตลาดหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ​ มีสาขามากกว่า 10 สาขา ทั้งๆ ที่เริ่มต้นธุรกิจจากการมีสาขาในต่างจังหวัด  2 สาขาที่จังหวัดมหาสารคามและขอนแก่น

แนวทางการขยายสาขาของ HEJ Street Beauty จึงมีพื้นที่หลัก คือ ตลาดต่างจังหวัดและต่างประเทศ  โดยการขยายสาขามีทั้งการลงทุนของบริษัทเอง  และการขายแฟรนไชส์  กับเป้าหมายใน 3 ปีมีจำนวน 100 สาขา  จากปัจจุบันขยายสาขาได้แล้ว 4 สาขา แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ ​2 สาขา และต่างจังหวัด 2 สาขา

สำหรับโมเดลแฟรนไชส์อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนา แต่วางแนวทางไว้คร่าวๆ ว่าจะมี 4 โมเดลหลัก คือ

XS เป็นรูปแบบ Beauty Mobile หรือ Beauty Truck

S  ขนาดพื้นที่ 40-50 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ​ 1 ล้านบาท

M ขนาดพื้นที่ 150 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ​ 3 ล้านบาท

L  ขนาดพื้นที่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป ใช้งบลงทุนประมาณ​ 5 ล้านบาท

“มองว่าตลาดต่างจังหวัดการแข่งขันต่ำ เป็น Blue Ocean ของธุรกิจ Multi-Brand Stores จึงวางเป้าหมายขยายสาขาในจังหวัดหัวเมืองสำคัญ  ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และพิษณุโลก เป็นต้น  ปัจจุบันมี 2 สาขาที่จังหวัดลบุรี และอำเภอหาดใหญ่  อนาคตยังจะใช้สาขาในต่างจังหวัด  เป็นจุดกระจายสินค้าในช่องทางอีคอมเมิร์ซด้วย  ซึ่งเดือนตุลาคมนี้จะเริ่มเปิดให้บริการอีคอมเมิร์ซ”คุณจารุวัลย์  เล่าถึงมุมมองต่อธุรกิจ

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว  ตลาดต่างประเทศยังเป็นอีกช่องทางในการขยายสาขา  เพราะตอนนี้เริ่มมีนักธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV และตะวันออกกลาง  ให้ความสนใจซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด  ส่วนตลาดที่บริษัทเห็นว่าน่าสนใจและมีศักยภาพในการเข้าไปดำเนินธุรกิจ  คือ  ประเทศกัมพูชา เนื่องจากห้างอิออน มอลล์ได้เข้าไปเปิดสาขาที่ 2 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดใน South East Asia และประเทศอินโดนีเซีย  เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่น่าสนใจ  ซึ่งแบรนด์ SEPHORA ที่เข้าไปเปิดสาขาอยู่ก่อนหน้า มียอดขายสูงสุดใน South East Asia ด้วยเช่นกัน

แตกต่างด้วยคอนเซ็ปต์

การกระโดดเข้ามาของ HEJ Street Beauty  นอกจากมองว่าตลาดต่างจังหวัดเป็น “น่านน้ำสีคราม” ไม่มีคู่แข่งเดียวกันลงไปเล่นแล้ว  ยังได้เตรียมกลยุทธ์ไว้รับมือกับคู่แข่งต่างๆ รอบด้าน  ด้วยการวางคอนเซ็ปต์ร้านที่แตกต่างจากร้านทั่วไป คือ “SHOP CHILL CHARGE & SHARE”

SHOP – สินค้าภายในร้านที่มีความหลากหลาย  กว่า 400 แบรนด์ แม้ว่าจะน้อยกว่าคู่แข่งที่มักจะมีจำนวนกว่า 800-1,500 แบรนด์  เนื่องจากขนาดของร้านยังเป็นไซส์ขนาดกลาง แต่ถือว่าครอบคลุมสินค้าเครื่องสำอาง สกินแคร์  น้ำหอม ของใช้ และอุปกรณ์ความงามต่างๆ มีระดับราคาตั้งแต่ 19 บาทจนถึงหลักหมื่นบาท  ซึ่งจำหน่ายตั้งแต่สินค้าระดับแมสจนถึงเคาน์เตอร์แบรนด์ อาทิ ชิเชโด้ ลาแมร์  เป็นต้น

CHILL – การบริการสินค้าทดลอง สินค้าตัวอย่าง จำนวนมากให้ลูกค้าได้ใช้บริการ เช่น Nail Bar พื้นที่ทดลองทาสีเล็บ  และมีบริการแต่งแต้มเครื่องสำอางให้ฟรี  หรือบริการแต่งหน้าฟรี ในทุกเย็นวันศุกร์ ช่วง  Friday Night Party เป็นต้น

CHARGE-บริการที่นั่ง พร้อมบริการชาร์ตไฟสำหรับโทรศัพท์มือถือ

SHARE-ลูกค้าเข้ามานั่งเล่น แบ่งปันประสบการณ์เรื่องความสวยความงาม  รวมถึงการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และการทำตลาดออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์

แนวคิดการวางคอนเซ็ปต์ของร้าน  มาจากค้นพบ Consumer Inside ว่า การเข้าเลือกซื้อสินค้าใน Multi-Brand Stores นั้น มีความต้องการ  3 อย่าง คือ

1.ต้องการซื้อสินค้าได้ครบทุกอย่างภายในร้านเดียว ทำให้ต้องมีสินค้าหลากหลาย Category

2.ต้องการได้รับการบริการแนะนำและทดลองสินค้าได้อย่างไม่จำกัด

3.ต้องการที่นั่งพักผ่อน และจุดบริการชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือได้  รวมถึงบริการกาแฟและเครื่องดื่ม  ซึ่งในอนาคตจะเปิดโมเดลร้านในคอนเซปต์ “คาเฟ่ต์ 4C” เป็นร้านจำหน่ายสินค้าเครื่องสำอางที่มีบริการจำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มไว้บริการด้วย

ฝันไกล อยากเป็น “SEPHORA” สัญชาติไทย

เป้าหมายใหญ่สำคัญของ HEJ Street Beauty นอกจาก 3 ปีจะมี 100 สาขาแล้ว  ยังจะเตรียมเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  เหมือนกับบริษัทแม่ คือ บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TAPAC ซึ่งทำธุรกิจหลายอย่าง อาทิ อสังหาริมทรัพย์  ผลิตพลาสติก เป็นต้น  การเข้าตลาดก็เพื่อความน่าเชื่อถือ กับการบริหารแบบมืออาชีพ เป็นโอกาสทำให้มีคนสนใจจะเข้ามาร่วมทุนมากขึ้น  ปัจจุบันก็มีแผนร่วมทุนกับนักธุรกิจจากประเทศเกาหลี ทั้งการเปิดสาขาร่วมกัน การพัฒนาสินค้า การนำเอาแบรนด์สินค้าเข้ามาขายในร้านมากขึ้น  เพราะภายในร้านจะมีมุมหนึ่งที่เป็นสินค้าจากประเทศเกาหลี

หลังจากเข้าตลาดได้สำเร็จ ขอขยับเป้าหมายหลังจากนั้นอีก 2 ปีขอไปโตในตลาดต่างประเทศ  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป  อย่างเช่นสวีเดน  เพราะผู้บริหารของบริษัทแม่มีเครือข่ายธุรกิจและความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจในท้องถิ่น และยังมั่นใจในคอนเซ็ปต์ของร้านว่าพัฒนามาตอบโจทย์ความต้องการของสาวๆ และคนรุ่นใหม่อย่างถูกต้องแล้ว  มีดีเหนือกว่าหลายแบรนด์  จึงอยากจะออกไปลุยตลาดต่างประเทศ  แต่งตัวเทียบชั้นเดียวกับ SEPHORA จึงขอเป็นแบรนด์ไทยไปลุยตลาดอินเตอร์  ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังมองไม่เห็นว่ามี Multi-Brand Stores ของไทยแบรนด์ไหนออกไปทำตลาดในต่างประเทศเลย  มีแต่ชาติอื่นๆ ทั้งนั้น

“เราอยากเป็น SEPHORA  Multi-Brand Stores ของไทย ไปโตตรงนั้น เอาสินค้าแบรนด์ต่างๆ ของเอเชียไปโตในยุโรป”​คุณจารุวัลย์  เล่าถึงเป้าหมายสูงสุด