ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกความงาม หรือบิวตี้สโตร์ เป็นหนึ่งในตลาดที่มี Player ใหม่ๆ กระโดดเข้ามาแข่งขันไม่หยุด ส่วนหนึ่งเพราะเห็นโอกาสในตลาดเครื่่องสำอางไทยที่เติบโตทุกปี แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะซบเซา จึงส่งผลให้การแข่งขันรุนแรง และทำให้ร้านบิวตี้สโตร์ที่อยู่ในตลาดมา 21 ปีอย่าง “อีฟแอนด์บอย” (EVEANDBOY) ต้องทำการบ้านหนักและปรับกลยุทธ์ให้เข้มขึ้น เพื่อให้ธุรกิจยังคงเติบโตและอยู่ในใจของผู้บริโภคเสมอ
กลยุทธ์สร้างการเติบโตในทศวรรษที่ 3 ของอีฟแอนด์บอยจะเป็นอย่างไร? ตาม Brand Buffet มาฟังวิธีคิดจาก “คุณหิรัญ ตันมิตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด
คนรุ่นใหม่ Loyalty ต่ำลง เน้น Mix & Match หันซื้อแบรนด์ไทยเพิ่ม
ถึงแม้ว่าตลาดเครื่องสำอางไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7% โดยในปี 2568 ตลาดมีมูลค่ารวมถึง 400,000 ล้านบาท แต่หากมามองที่พฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคสมัยนี้ คุณหิรัญ บอกว่า เปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเหมือนผู้บริโภคสมัยก่อนอีกแล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากผู้บริโภคมีความรู้เรื่องส่วนผสมมากขึ้น รวมกับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ส่วนผสม” ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเฉพาะจุดในช่วงเวลานั้นๆ จนเกิดพฤติกรรมแบบ “Mix & Match” คือ ไม่ยึดติดว่าต้องใช้แบรนด์เดียวตลอด เช่น ลิปสติกอาจใช้แบรนด์ยุโรป ครีมกันแดดอาจใช้แบรนด์ไทย และดินสอเขียนคิด้วจากแบรนด์จีน ต่างจากผู้บริโภคสมัยก่อนที่ใช้แบรนด์เดียวในทุกผลิตภัณฑ์
นอกจากพฤติกรรมที่ซับซ้อนขึ้นแล้ว ผู้เล่นรายใหม่ยังเข้ามาทำตลาดบิวตี้สโตร์มากขึ้นด้วย เพราะเห็นโอกาสเติบโตอีกมากจากขนาดตลาดเครื่องสำอางไทยที่ยัง “เล็ก” กว่าประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่นประมาณ 4-5 เท่า แถมยังเกิดเทรนด์ใหม่ๆ โดยเฉพาะเครื่องสำอางไทย (T-Beauty) ที่ปัจจุบันกำลังมาแรง จนหลายแบรนด์เติบโตเป็น 2 เท่าในปีที่ผ่านมา นั่นเลยส่งผลให้ตลาดแข่งขันรุนแรง
“การที่ T-Beauty เติบโตอย่างรวดเร็ว มาจากหลายส่วน ทั้งความเข้าใจในสภาพผิว และ Pain Point ของคนไทยอย่างตรงจุด อีกทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติมีการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ T-Beauty จนเป็นไวรัล นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย จึงนิยมซื้อเครื่องสำอางไทยเพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากสาขาอีฟแอนด์บอยในย่านสยาม หรืออโศก นักท่องเที่ยวจะเดินเข้ามาถามหา T-Beauty มากขึ้น ตลอดจนผู้บริโภคชาวไทยก็เปลี่ยนพฤติกรรมมาให้ความสำคัญกับส่วนผสมในเครื่องสำอางไทยมากขึ้น” คุณหิรัญ บอกเหตุผลที่ทำให้ T-Beauty เป็นเทรนด์มาแรงขึ้นเรื่อยๆ
ผุด 3 โมเดลใหม่สู่ Experience Store เอาใจสายบิวตี้รุ่นใหม่
เมื่อเจอสถานการณ์ท้าทายเข้าแบบนี้ เลยทำให้คุณหิรัญต้องทำการบ้านมากขึ้น ทั้งการเสาะหาผลิตภัณฑ์ที่ “แมช” กับเทรนด์และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้ได้มากขึ้น สินค้าไหนที่กำลังเป็นกระแส และลูกค้าอยากได้ ก็ต้องหาแบรนด์นั้นมาเสิร์ฟให้ได้ รวมถึงการทำ “โปรโมชั่น” หนักขึ้น โดยมีทั้งโปรโมชั่นรายไตรมาส, กลางปี และประจำปี เพื่อปลุกมู้ดการจับจ่ายผู้บริโภคมากขึ้น
และอีกกลยุทธ์สำคัญคือ การขยายสาขา ซึ่งปีนี้วางแผนเปิดเพิ่มอีก 25 สาขา โดย 22 สาขายังใช้คอนเซ็ปท์เดิม ส่วนอีก 3 สาขาจะปรับรูปแบบใหม่สู่ Experience Store เพราะพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่วันนี้ไม่ได้ต้องการแค่การมาเดินช็อปปิ้ง แต่อยากสัมผัสประสบการณ์พิเศษ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์เกิดการ Engagement กับผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกค้าเกิดความสนุกและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในร้านเพิ่มขึ้น เบื้องต้นปีนี้จะนำร่องส่ง 3 โมเดลมาสร้างความแปลกใหม่ในตลาด ประกอบด้วย
1.อีฟแอนด์บอย คาเฟ่ เป็นบิวตี้สโตร์ที่มาพร้อม “คาเฟ่” ความพิเศษคือ ไม่ได้ขายเครื่องดื่มทั่วไป แต่่จะ Collaboration กับแบรนด์ชั้นนำ และพรีเซนเตอร์ระดับโลก ครีเอทเมนูเครื่องดื่มพิเศษ รวมถึงการทำตลาดและจัดอีเวนท์พิเศษ โดยจะตั้งอยู่ชั้น M ศูนย์การค้า PLATINUM POP มีพื้นที่รวม 600 ตร.ม.2.อีฟแอนด์บอย สาขาทรงวาด เป็นบิวตี้สโตร์ในคอนเซ็ปท์ Iconic Landmark ไซส์ไม่ใหญ่ แต่จะดีไซน์พิเศษเพื่อตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูป และ 3.อีฟแอนด์บอย สาขาสีลม เป็น Pop-Up Store ที่มีพื้นที่ 3 ชั้น โดยชั้นบนสุดปรับให้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเวิร์คช็อป
และจากการรุกตลาดหนักขึ้น คุณหิรัญเชื่อว่าจะทำให้อีฟแอนด์บอยสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง บนสถานการณ์ที่ท้าทาย และยังจะผลักดันให้ยอดขายปีนี้แตะ 10,000 ล้านบาท จากปี 2568 มียอดขายอยู่ที่ 8,297 ล้านบาท
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE







