กระแสความงามแบบไทยหรือ “T-Beauty” กำลังทะยานสู่การเป็นไวรัลระดับโลกในฐานะ Soft Power ที่ทรงพลัง “ศรีจันทร์” (SRICHAND) แบรนด์เครื่องสำอางไทยระดับตำนาน ภายใต้การนำของ “คุณรวิศ หาญอุตสาหะ” ได้ประกาศความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการโกยยอดขายกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิเติบโตถึง 34% ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานแบรนด์ไทยภายใต้สัญลักษณ์ “Made in Thailand” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าคุณภาพความงามของไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้อย่างภาคภูมิในเวทีสากล
ก้าวต่อไปที่น่าจับตาคือการปักหมุดเป้ายอดขายสู่ 3,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ผ่านแผนการตลาดเชิงรุกที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยการ “จัดทัพ 13 พรีเซ็นเตอร์” ระดับซูเปอร์สตาร์ อาทิ แบมแบม GOT7, ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก และศิลปินชื่อดังอีกมากมาย เพื่อทำหน้าที่เป็น “Cultural Bridge” หรือสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมนำพาแบรนด์ไทยไปสู่สายตาชาวโลก พร้อมรุกหนักตลาดอาเซียนโดยเฉพาะเวียดนาม เพื่อผลักดันสัดส่วนยอดขายต่างประเทศให้ทะลุ 10% และเตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) อย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้
ดัน T-Beauty เป็น Soft Power ยกระดับอุตสาหกรรม
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับส่วนประกอบ (Ingredients) และมาตรฐานการทดสอบที่เข้มงวด ส่งผลให้แบรนด์ไทยต้องยกระดับคุณภาพขึ้นมาทัดเทียมสากล ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของกระแส “T-Beauty” (Thai Beauty)
“การผลักดัน T-Beauty ให้เป็น Soft Power ในระดับโลกนั้น แบรนด์เดียวทำไม่ได้ ต้องทำทั้งอุตสาหกรรม ศรีจันทร์เราเล่าเรื่องผ่านชื่อแบรนด์และสารสกัดของไทย เพื่อตอกย้ำว่า ‘Made in Thailand’ คือตราสัญลักษณ์ของความมั่นใจและคุณภาพที่ตลาดโลกยอมรับ”
อย่างไนก็ดีแม้ว่าในปัจจุบันจะมีปัจจัยจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งโลก แต่ศรีจันทร์สหโอสถมีความตั้งใจว่า จะใช้โอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตินี้ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ไทยในสายตาของผู้บริโภคแบบเดียวกับ ‘คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง’ ที่ผ่านมา ศรีจันทร์สหโอสถเคยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้สำเร็จในวิกฤติโควิด-19 ทำให้บริษัทมีช่องทางการขายออนไลน์ E-commerce ที่เติบโตขึ้น 62% ควบคู่กับการขยายเข้าสู่ตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในปี 2020 ได้สำเร็จ จนผลิตภัณฑ์ครีมซอง SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet ขนาด 10ml ขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1 ได้ภายในเวลา 4 ปี
“การทุ่มเทฝ่าฟันวิกฤติในครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำศักยภาพขององค์กรไทยให้คนไทยมีความเชื่อมั่น มีทัศนคติที่ดี และพร้อมจะสนับสนุนแบรนด์ไทยไปด้วยกัน ในโอกาสนี้จึงอยากส่งต่อกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทยทุกท่านในการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคไทยยอมรับและสนับสนุนแบรนด์ไทย และใช้โอกาสนี้ในการจัดทัพองค์กรให้แข็งแกร่ง ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว”
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ศรีจันทร์สหโอสถมีความภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะบริษัทสามารถเติบโตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน สามารถทำยอดขายทะลุ 2,055.50 ล้านบาท มีกำไรสุทธิเติบโตถึง 34% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภค มีต่อแบรนด์ของเราผ่านความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream ที่มียอดขายอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกลุ่ม Moisturizer for Face ประเทศไทย (ข้อมูลจาก NielsenIQ Thailand เดือน มกราคม 2567 – พฤษภาคม 2569 ) รวมถึงการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ของทั้งแบรนด์ศรีจันทร์และศศิ
จัดทัพ 13 พรีเซ็นเตอร์ บุกตลาดความงาม
คุณรวิศ ยังบอกอีกว่า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเจเนอเรชัน หัวใจสำคัญของปีนี้คือการประกาศใช้กลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ในฐานะ “Cultural Bridge” หรือสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรม โดยศรีจันทร์และศศิได้รวบรวมพรีเซ็นเตอร์ชื่อดังรวม 13 ชีวิต ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพระดับสากลและมี DNA ความเป็นไทยที่ชัดเจน เพื่อเป็นตัวแทนนำพา Soft Power ไทยไปสู่สายตาชาวโลก ได้แก่ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล (แบมแบม),พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ (ใบเฟิร์น) ,พฤกษ์ พานิช (ซี) – ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ (นุนิว) , สุภัสสรา อัครทวีพัชร์ (เก้า) , หฤษฎ์ บัวย้อย (เก่ง) – นภัสกร ปิงเมือง (น้ำปิง) ,ศิลปินวง PROXIE ทั้ง 6 คน (กัน, คิม, โชกุน, กร, อองรี และวิคเตอร์)
“พรีเซ็นเตอร์ของเราไม่ใช่แค่ผู้สร้างการรับรู้ แต่คือตัวแทนประเทศไทยที่ทำให้ทั่วโลกได้เห็นความสามารถของคนไทย ช่วยสร้าง Brand Love และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทยในเวทีสากล ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมความงามของไทยในระดับมหาภาค”
ขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน (Expand Market to ASEAN)
ส่วนของตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากมีความใกล้ชิด ทางภูมิศาสตร์ อีกทั้งสภาพภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกันยังส่งผลให้ลักษณะผิวและความต้องการด้านผลิตภัณฑ์ ของผู้บริโภคมีความคล้ายคลึงกัน เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบรนด์พร้อมต่อยอดความสำเร็จในตลาดต่างประเทศที่มีสัดส่วนเติบโต สูงถึง 135% (เทียบปี 2024-2025) อีกทั้งยังวางแผนรุกตลาดอาเซียนขยายฐานสู่ตลาดพม่าในครึ่งปีหลังของปี 2026 ก่อนจะเดินหน้าขยายตัวสู่ประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ภายในปี 2027
โดยจะโฟกัสที่ประเทศ “เวียดนาม” เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก (อายุ 18-30 ปี) และมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศให้เกิน 10% ภายในปีนี้ จากเดิมที่อยู่ระดับ 7% ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์
ก้าวต่อไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และยอดขาย 3,000 ล้าน
นอกจากนี้ศรีจันทร์ได้ปรับตัวสู่ “องค์กรของคนรุ่นใหม่” โดยมีพนักงานอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นกำลังหลักถึง 60-70% ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรแบบ “Underdog” ที่เน้นความคล่องตัวและการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว พร้อมบทเรียนการจัดการ Supply Chain ที่เข้มแข็งจากการปรับตัวในช่วงโควิด-19
“บทเรียนจากโควิดทำให้เราเข้าใจเรื่อง Supply Chain Disruption เมื่อก่อนเราอาจมีเส้นทางหลักเส้นทางเดียว แต่ตอนนี้ต้องมีเส้นทางที่ 2-3 สำรองไว้เสมอ แม้ต้นทุนจะสูงกว่า ปัจจุบันของเริ่มขาดแคลนบ้าง โดยเฉพาะพวกพลาสติกจากอินโดนีเซีย เราเห็นเทรนด์ว่า Supply Chain ทั่วโลกเริ่มสั้นลง (Localize มากขึ้น) เพื่อให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น” คุณรวิศกล่าว
สำหรับแผนการในอนาคต ศรีจันทร์ยังคงเดินหน้าตามแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) โดยตั้งเป้ายอดขายแตะระดับ 3,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและพาแบรนด์ความงามของไทยไปยืนหยัดในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ







