ตลาดความสินค้าความงามมูลค่าแสนล้านบาทสะเทือนอีกครั้ง เมื่อผู้นำ Food Retail อย่าง ท็อปส์ (Tops) ประกาศรุกตลาดความงามอย่างเต็มสูบ กับการ Spin Off ร้าน LOOKS โมเดลใหม่ในรูปแบบสะแตนอะโลน ต่อจาก Tops Wine Cellar และ The Baker เพื่อตอบโจทย์ตลาดความงามในยุคปัจจุบัน โดยนำร่องสาขาแรกที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน 20 พ.ค. นี้
การ Spin Off ออกมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสร้างสีสันต์ให้ตลาดความงาม แต่คือการขยายโมเดลธุรกิจใหม่ที่ทาง Tops มองแล้วว่ามีอนาคตไกล สามารถสร้างการเติบโตระยะยาว หลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า โดยในไทยปี 2569 ที่ผ่านมามีมูลค่าราว 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวสู่ระดับประมาณ 290,000 ล้านบาท ในปี 2577 และมีการเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อเนื่องทุกปี จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่ LOOKS จะต้องออกมาเดินด้วยขาของตัวเอง

คุณพักร์วิมล สตะเวทิน
คุณพักร์วิมล สตะเวทิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีก – LOOKS บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าวเป็นที่ต้องการมากขึ้น ตลาดขยายใหญ่ขึ้น ในขณะที่คนซื้ออายุน้อยลง ทำให้เรามองเห็นโอกาสสำหรับกลุ่มที่เรียกว่า Masstige (Mass + Prestige) คือต้องการสินค้าที่มีคุณภาพดีควบคู่ไปกับราคาที่เข้าถึงได้”
“ที่ผ่านมา LOOKS ทำหน้าที่เป็นโซนสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ความครบครันและสะดวกสบายภายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตและท็อปส์ เดลี่ ทั่วประเทศ โดยมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับแต่ละฟอร์แมตของร้านอย่างเหมาะสม จากการวิเคราะห์อินไซต์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”
ขณะเดียวกันก็พบว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามมากขึ้น และเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีค่าใช้จ่ายด้านความงามเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000–1,500 บาทต่อเดือน
สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งสินค้าและประสบการณ์ในรูปแบบที่ลึกขึ้น เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จของ ‘LOOKS’ ในรูปแบบ Room Concept ที่ผ่านมา เราจึงพัฒนา ‘LOOKS’ โฉมใหม่ให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็น Customer Journey ที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ
“LOOKS” โมเดลสแตนอะโลน ปั้น New Growth Engine รับตลาดความงาม 2.9 แสนล้าน
สำหรับ LOOKS คือโมเดลร้านความงาม หลังทาง Tops ซุ่มเงียบทำตลาดโดยเป็นการเปิดสาขาในรูปแบบ Room Concept ภายใน Tops มาแล้ว 7 ปีจนได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดีมีการการเติบโตได้แล้วเป็นตัวเลขสองหลักต่อเนื่อง (เฉพาะโซน LOOKS) จนเป็นสามารถสร้างรายได้ Top 5 โซนขายดีของทางแบรนด์
การเปิดโมเดลใหม่ในครั้งนี้จึงเป็นการผสานจุดแข็งด้านการคัดเลือกสินค้าและความเข้าใจผู้บริโภคของท็อปส์ เข้ากับความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์แบรนด์ความงามระดับโลกครอบคลุมทั้งสกินแคร์ เมคอัพ แฮร์แคร์ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Wellness ภายใต้คอนเซ็ปต์ “TOTAL LOOKS” กับจุดเด่น Curated Assortment จากทั่วโลกพร้อมนำเสนอสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีจำหน่ายเฉพาะที่ LOOKS คิดเป็น 15% ของสินค้าในร้านทั้งหมด
จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พบว่าเทรนด์ความงามกำลังเปลี่ยนไปสู่ความเรียบง่ายแต่ได้ผลลัพธ์ชัดเจน (Simplified Routine) LOOKS จึงนำอินไซต์นี้มาออกแบบสัดส่วนสินค้าภายในร้าน โดยมี สกินแคร์ (Skincare) เป็นพระเอกด้วยสัดส่วนสูงถึง 46% ตามด้วยเมคอัพ แฮร์แคร์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Wellness)
ภายในร้านสแตนอะโลนมีพื้นที่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป จะถูกออกแบบให้เป็น Customer Journey ที่สนุกสนาน มี Solution Bar และมีผู้เชี่ยวชาญ (Beauty Specialist) คอยให้คำแนะนำ ช่วยให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
- Expert Curation: คัดเฉพาะไอเทมเด็ดจากทั่วโลกกว่า 5,000 SKU
- Total Wellness: สวยจากภายในสู่ภายนอก ครบทั้งวิตามินและสกินแคร์
- Trusted Value: ความคุ้มค่าที่มาพร้อมความมั่นใจในคุณภาพ
แก้ Pain Point สายบิวตี้ “ของแท้–ราคาดี–ไม่ต้องรอพรีออร์เดอร์”
อย่างไรก็ดีในยุคที่ลูกค้าเชื่อ “อินฟลูเอนเซอร์” มากกว่า “แบรนด์” ปัญหาที่ตามมาคือความกังวลเรื่องของปลอม สินค้าไม่ตรงปก หรือราคารีเซลที่พุ่งสูงเกินจริง สำหรับสกินแคร์ตัวดังหรือไอเทมฮอตที่กำลังเป็นกระแส
LOOKS จึงเข้ามาปิดช่องว่าง (Pain Point) เหล่านี้ด้วยการใช้จุดแข็งของเซ็นทรัลในฐานะผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ ในการบริหารจัดการ ด้วยการนำเข้าสินค้าฮอตฮิตในกระแส ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นจากญี่ปุ่น และเกาหลี เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ โดยเน้นการสร้างราคาที่เข้าถึงได้ ในราคาเท่ากับที่จำหน่ายในประเทศต้นทาง และถูกกว่าสินค้าหิ้ว เพื่อตอบโจทย์และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่าจะได้รับของแท้ ราคาดีอย่างแน่นอน
คุณพักร์วิมล กล่าวว่า สินค้าในร้านสแตนอะโลนจะมีสัดส่วนที่น่าสนใจมาก คือ 50% เป็นสินค้านำเข้า (เน้นเกาหลีและญี่ปุ่นเป็นหลัก) 35% เป็นสินค้าไทย และอีก 15% คือสินค้า “Only at LOOKS” หรือสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีขายที่นี่ที่เดียว
“เวลาพูดถึงสินค้านำเข้า ไม่อยากให้ลูกค้านึกว่าต้องแพงเสมอไป ด้วยศักยภาพการจัดการของท็อปส์ เราสามารถทำราคาได้ใกล้เคียงกับต่างประเทศ หรือถูกกว่าร้านหิ้วด้วยซ้ำ ลูกค้าไม่ต้องเสี่ยงกับของปลอมและไม่ต้องรอพรีออเดอร์นานๆ อีกต่อไป”
นอกจากนี้ยังผนึกกำลังกับ COSMAX พาร์ทเนอร์ระดับโลกจากเกาหลีใต้ พัฒนา Own Brand อย่าง Tone Pop และ Dermart’z เพื่อสร้างทางเลือกที่แตกต่างและเข้าถึงได้ง่าย (Masstige) ก่อนจะขยายเพิ่มอีกกว่า 20 แบรนด์ในอนาคต
“เวลาพูดถึงสินค้านำเข้า ไม่อยากให้ลูกค้านึกว่าต้องแพงเสมอไป ด้วยศักยภาพการจัดการของท็อปส์ เราสามารถทำราคาได้ใกล้เคียงกับต่างประเทศ หรือถูกกว่าร้านหิ้วด้วยซ้ำ ลูกค้าไม่ต้องเสี่ยงกับของปลอมและไม่ต้องรอพรีออเดอร์นานๆ อีกต่อไป” คุณพักร์วิมลกล่าว
ส่วนเป้าหมายของ LOOKS ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2571 จะขยาย LOOKS เพิ่ม 100 สาขา โดยในปี 2569 นี้จะขยายเพิ่มอีก 10 สาขา ซึ่งนำร่องสาขาแรกที่ โรบินสันศรีสมาน ส่วนทำเลถัดไปจะเน้นทำเลศูนย์การค้า,มอลล์ หรือในทำเลที่มีทราฟฟิคหนาแน่น โดยเฉพาะโรงเรียน มหาวิทยาลัย โดยจะเน้นในเขต กรุงเทพ 70% ต่างจังหวัด 30% และแต่ละสาขาจะมีพื้นที่ 200 ตร.ม. ขึ้นไป








