ทำความรู้จัก “ภาษาใหม่” อาวุธลับสร้าง “ยอดผู้นำ” พาองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เมื่อ Digital และ Technology เป็นตัวเร่งทำให้โลกใบนี้หมุนเร็วและเปลี่ยนแปลงไวขึ้น  แล้วภาคธุรกิจต่างๆ จะต้องปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดกับ คลื่น Disruption เหล่านี้ ?  รวมไปถึงคลื่นพายุต่างๆ อีกมากมายที่กำลังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

คำถามเหล่านี้ ล้วนกระตุกต่อมความเป็น “ผู้นำ” ขององค์กรให้มองหาทางรอดให้กับธุรกิจ เพราะทุกวันนี้เพียงแค่ หลักการ วิธีการ กลยุทธ์ทางการตลาด อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป

- Advertisement -

คุณอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (South East Asia Center) ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า “จากการทำงานร่วมกับ CEO หรือผู้บริหารระดับสูงของหลายองค์กร ทำให้เห็นว่า หลายองค์กรทยอยปรับตัวตามสถานการณ์ แต่อีกหลายองค์กรก็ยังคงจับจุดไม่ได้ว่า จะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอย่างไร? และเมื่อตั้งคำถามเจาะลึกลงไปจะพบว่า เหตุที่ทำให้หลายองค์กรยังเริ่มต้นไม่ได้ หรือเดินผิดทาง เพราะยัง “ติดกับดักตัวเอง” ยึดติดความสำเร็จหรือแนวทางเดิมๆ จนไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที”

ตีแผ่ 3 ความเสี่ยงทำโลก (ธุรกิจ) วิกฤติ

อริญญายังเผยถึง 3 ปัจจัยความเสี่ยงที่น่าสนใจ ซึ่งยังมีหลายองค์กรที่ยังคงยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ จนทำให้ธุรกิจตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างคาดไม่ถึง

  • ความเสี่ยงแรก “Fast-Moving World” เราต้องยอมรับให้ได้ว่า “โลกหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง แต่โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วินาที” ในประเด็นนี้ ชี้ให้เห็นว่า ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีช่วงเวลาให้ตั้งหลักเหมือนโลกยุคก่อน องค์กรต้องพร้อมและตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญผู้นำและบุคลากรในองค์กรต้องไม่ชะล่าใจ ต้องเร่งแก้ไข และ Reskill เพื่อพลิกเกมธุรกิจให้ทันท่วงที
  • ความเสี่ยงประการที่สอง “ย่ำอยู่กับที่ มีแต่จะพาล่มจม” ต้องเข้าใจและตระหนักรู้ให้ได้ว่า สมรภูมิธุรกิจในยุค Disruption มีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ การติดกับความคิดหรือความสำเร็จเดิมไม่ใช่เส้นทางแห่งความยั่งยืนทางธุรกิจ เพราะฉะนั้นผู้นำองค์กรจะต้องสามารถหาคำตอบได้เมื่อเจอกับความท้าทายใหม่ๆ หรือแม้แต่กระทั่งการแก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งผู้นำที่ดีจะต้องแสดงศักยภาพในการออกแบบคำตอบใหม่ๆ ได้
  • ความเสี่ยงประการที่สาม หยุดหลอกตัวเองว่าเปลี่ยนทันยุค Disruption หากการเปลี่ยนนั้นทำแค่ฉาบฉวย การเปลี่ยนทันยุค Disruption ที่แท้จริงไม่ใช่ปรับแค่ทีละ 1 องศา แต่องค์กรนั้นต้องเปลี่ยนทั้ง 360 องศา นั่นคือปรับกระบวนทัพใหม่หมด ทั้งองค์กร บุคลากร และวิธีคิด โดยต้องคิดอยู่เสมอว่า แม้องค์กรเราจะวิ่งได้เร็วหรือปรับตัวทันแล้ว แต่ก็มีองค์กรอื่นที่จะวิ่งตามได้ทันอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเร่งสร้างความก้าวล้ำแบบ Stay ahead of the game

“ภาษาใหม่” คือทางออกที่ “ผู้นำ” องค์กรต้องรู้

ในโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น หากอยากจะรั้งตำแหน่งผู้นำในธุรกิจ หรือการมีตัวตนอยู่รอดในโลกธุรกิจนั้น ไม่ใช่แค่รู้ว่าคู่แข่งคือใคร ส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ เทรนด์โลกหรือเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไปทางไหนเท่านั้น แต่ต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า โลกเปลี่ยนทุกวินาที เราจะต้องหาวิธี หาแนวทางใหม่ๆ ซึ่งสิ่งสำคัญกว่าความไว คือ ต้องเข้าใจ “ภาษาใหม่” ที่พร้อมสยบคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ธุรกิจในยุค Disruption สิ่งนั้นก็คือ THE NEW LANGUAGE OF LEADERSHIP” ที่ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือทางการตลาดหรือการขาย หากแต่เป็นแนวทางความคิดหรือทัศนคติของผู้นำองค์กรในรูปแบบของ How-to ที่ได้รับการพิสูจน์จากผู้นำองค์กรระดับโลกแล้วว่านำมาใช้ได้เห็นผลจริง ด้วยคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดคือ Ability to understand” หรือ “ความเข้าใจ” แบบหยั่งรู้ถึงความรู้สึกอย่างถ่องแท้ และมี Ability to speak” หรือความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการทำความเข้าใจสื่อออกไป ซึ่งทั้ง 2 คีย์เวิร์ดนี้สามารถเปลี่ยนองค์กรที่กำลังเผชิญปัญหา พลิกองค์กรสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดและความก้าวล้ำแบบ Stay ahead of the game ได้

คัมภีร์รอดของผู้นำ

หนึ่งบทพิสูจน์ของการใช้ “ภาษาใหม่” ที่เห็นเป็นรูปธรรมในระดับโลก จากผลงานของ ไมเคิล เวนทูร่า ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ซับ โรซ่า (Sub Rosa) ที่ปรึกษาด้านการสร้างและบริหาร แบรนด์ให้กับธุรกิจและองค์กรชั้นนำของโลก จนเป็นบทพิสูจน์ที่ได้รับการยอมรับ โดยล่าสุด เขาได้รวบรวมประสบการณ์ในการสร้างและบริหารแบรนด์ให้กับองค์กรระดับโลก ที่ใช้ “ภาษาใหม่” เป็นอาวุธสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน สู่คัมภีร์ใหม่ของ “ผู้นำ” กับ หนังสือ Applied Empathy: The New Language of Leadership” หรือ “ภาษาใหม่ของการเป็นผู้นำ” ที่จะเข้ามาทลายกำแพงเหล็กที่กั้นความคิดของผู้นำให้รู้ทันความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าและสถานการณ์โลกในยุค Disruption ด้วยคำว่า “การเข้าใจแบบหยั่งรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น” (Empathy) คือ การเข้าใจที่เข้าถึงความหมายที่ลูกค้าต้องการสื่อสารอย่างแท้จริง การมองโลกผ่านเลนส์ของคนอื่น เพื่อทำให้เราเข้าใจคนอื่น เข้าใจสถานการณ์และเป็นผู้นำที่ดีขึ้น และทำให้ “ปัญหาที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ทีมงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดความคล่องตัว และอิสระในการเปลี่ยนแปลงองค์กรได้เร็วขึ้น” เป็นคัมภีร์ของการสร้างรากฐานการเป็นผู้นำและการตอบสนองต่อการสื่อสารกับคนในองค์กรและลูกค้า โดยเน้นเรื่องการยอมรับและเข้าใจมุมมองคนอื่น ฟังผู้อื่นมากขึ้นกว่าตัวเอง ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร และการปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกันทั้งองค์กร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ปลายทาง คือ ความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กร

“ภาษาใหม่” ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จระดับโลก

ตัวอย่างองค์กรชั้นนำระดับโลกที่สะท้อนให้เห็นถึงบทพิสูจน์แห่งความสำเร็จของ “ภาษาใหม่” อย่าง “THE NEW LANGUAGE OF LEADERSHIP” ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ ภายใต้มุมมองอันเฉียบแหลมของ ไมเคิล เวนทูร่า อาทิ

  • Delta Airlines – เดลต้า แอร์ไลน์ ที่ปรับภาพของการเป็นสปอนเซอร์ขององค์กรด้วยสะท้อนเสียงจากพนักงานภายในสู่ประชาชนภายนอก ซึ่งเดลต้าได้จัดทำรายการพิเศษในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ร่วมกับ TED.com ที่สอดคล้องกับความมุ่งมั่นขององค์กรไว้ฉายบนเครื่องบิน อีกทั้งยังจัดกิจกรรมเสวนาพิเศษ เพื่อให้เดลต้ามีภาพลักษณ์ของการเป็นแบรนด์ของคนฉลาดหรือคนรุ่นใหม่
  • NIKE – ไนกี้ การนำเสนอรองเท้าวิ่งในตระกูล Hyperfeel” ซึ่งกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มนักวิ่งอาชีพเท่านั้น หากแต่สามารถนำไปใส่ออกกำลัง วิ่ง เล่นเวท ฯลฯ ไมเคิลจึงได้แนะนำให้ไนกี้จัดกิจกรรมพิเศษบนพื้นที่ ที่ออกแบบเป็นเขาวงกต โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต้องถอดรองเท้าและสวมชุดหูฟัง เพื่อให้ระบบตรวจสอบคลื่นสมองที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันไปในภาวะต่างๆ และเก็บข้อมูลในรูปแบบเรียลไทม์ ซึ่งนอกจากไนกี้จะสามารถสร้างประสบการณ์ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของรองเท้ารุ่นนี้ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี
  • The White House – เดอะ ไวท์ เฮาส์ นอกจากผลงานกับภาคเอกชนแล้ว ไมเคิล เวนทูร่า ยังได้สร้างผลงานให้กับทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา กับการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับแคมเปญด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ที่ริเริ่มโดย อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า อย่าง Every Kid in a Park” ที่เปิดโอกาสให้เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าชมและเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำของรัฐบาล เพื่อเป็นการจุดชนวนความหลงใหลในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และเพื่ออนุรักษ์สถานที่สำคัญเหล่านี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายโดยตรง คือ เด็ก หากแต่ไมเคิลมองเห็นว่า เรื่องราวเหล่านี้จะสร้าง impact ได้มากกว่านั้น ต้องขยายการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมไปยังกลุ่มบุคลากรด้านการศึกษา ครอบครัวของเยาวชน อีกด้วย โดยจัดทำระบบข้อมูล กลยุทธ์การรณรงค์ การทำเว็บไซต์ใหม่ รวมถึงวิดีโอในรูปแบบ VR ที่ดำเนินเรื่องโดยมีสตรีหมายเลขหนึ่ง “มิเชล โอบาม่า”
  • เจเนอรัล อิเล็กทริก (GE) จากการเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการผลิตระดับโลก (World’s biggest manufacturing company) สู่การเพิ่มบทบาทในฐานะผู้เล่นในสนามของนวัตกรรมและสร้างสรรค์กลุ่มคนที่มีศักยภาพใหม่ๆ (Innovations and Talent Recruitment) โดย GE มองเห็นพลวัตของกลุ่มเมกเกอร์ (Maker) โดยได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เจาะกลุ่มไปยังกลุ่มคนเหล่านี้ อาทิ กิจกรรมเยี่ยมชมโรงงาน กิจกรรมชุมนุมทางความคิด การทำ Collaboration ต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ มุมมอง ความคิด และไอเดีย ระหว่างกันแล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้รู้จักและใกล้ชิดกับ GE มากยิ่งขึ้น

แล้วองค์กรไทย จะไปได้ไกลแค่ไหน?

การที่องค์กรไทยจะสามารถไปไกลได้เท่ากับ 3 แบรนด์ข้างต้นหรือไม่ อยู่ที่การเปิดใจ และรู้จักนำ “ภาษาใหม่” มาเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เตรียมพบกับ ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ที่จะติดอาวุธให้กับองค์กรของไทย ให้สามารถยืนหยัดทางธุรกิจและใช้ชีวิตให้รอดในสมรภูมิ Disruption ครั้งแรกกับการเปิดเผยเรื่องราวของ “ภาษาใหม่” และการปรากฏตัวอย่างเป็นทางการของ ไมเคิล เวนทูร่า ในประเทศไทย ในงาน The New Language of Leadership” ซึ่งจัดโดย SEAC วันจันทร์ที่ 24 กันยายนนี้ ณ ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง (SEAC) อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ (FYI Center) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.seasiacenter.com/thenewlanguageofleadership/