@cosme store มัลติแบรนด์เครื่องสำอางที่ต่อยอด Data จนขึ้นเบอร์ 1 ในญี่ปุ่น บุกไทย เติมพอร์ตค้าปลีกกลุ่มสยามพิวรรธน์

เดินหน้าสร้างความแข็งแรงให้กับพอร์ตธุรกิจค้าปลีกในเครืออย่างต่อเนื่องด้วยการขยาย Cosmetic Specialty Store เบอร์ 1 จากญี่ปุ่น เข้ามาเติมในพอร์ตโฟลิโอ หลังจากก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จในการปั้นแบรนด์ Specialty Store ให้เป็นที่รู้จักและสร้างความคุ้นเคยในกลุ่มลูกค้าคนไทยหลากหลายแบรนด์ อาทิ the Loft ที่สยามพิวรรธน์เป็นผู้นำเข้ามาบุกเบิกตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ รวมทั้งในปีที่ผ่านมาได้นำธุรกิจ ALAND ร้านค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติเกาหลี เข้ามาขยายการเติบโตในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมี ODS ร้านขายของแต่งบ้านมัลติแบรนด์ และ CAZH ร้านเครื่องแต่งกายลำลองในรูปแบบมัลติแบรนด์สโตร์เช่นกัน

และความเคลื่อนไหวล่าสุดของสยามพิวรรธน์ในปีนี้ ที่ได้เดินหน้าเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ไอสไตล์ อิงก์ (istyle Inc.) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของเว็บไซต์ @cosme (แอ็ทคอสเม่) สื่อออนไลน์ที่ให้บริการรีวิวและจัดอันดับผลิตภัณฑ์ (Ranking) ที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของญี่ปุ่น รวมทั้งยังเป็นเจ้าของเครือข่ายร้าน Cosmetic Multi-brands Store ชื่อ @cosme store ที่มีสาขากระจายไปทั้งในญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และล่าสุดคือประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการขยาย Store มาเป็นลำดับที่ 5 และเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลด้านธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มสยามพิวรรธน์ และไอสไตล์ อิงก์ ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ “บริษัท ไอสไตล์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด” เพื่อบริหารธุรกิจ @cosme store ในประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยฝั่งไอสไตล์จากญี่ปุ่นถือหุ้นในสัดส่วน 70% และกลุ่มสยามพิวรรธน์ถือหุ้น 30% และจะเปิดให้บริการสาขาแรกในประเทศที่ไอคอนสยาม ราวเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมเป้าหมายการขยายธุรกิจในประเทศไทย ด้วยการเปิดสาขาจำนวน 5 แห่ง ภายใน 3 ปี

หญิงไทยใจถึง จ่ายได้เพื่อความงาม

Mr. Kei Sugawara CEO & SVP of Global, istyle Inc. และ Director, istyle Retail (Thailand) Co.,Ltd กล่าวถึง การตัดสินใจขยายธุรกิจไปในต่างประเทศของกลุ่มไอสไตล์ จะวัดจาก KPI สำคัญใน 2 ปัจจัยหลัก คือ พิจารณา GDP ต่อหัวของคนในพื้นที่ที่จะขยายธุรกิจเข้าไป โดยจะวัดเป็นรายเมืองที่จะโฟกัสมากกว่าภาพรวมทั้งประเทศ รวมทั้งความสามารถด้านกำลังซื้อเครื่องสำอางของคนในพื้นที่ ซึ่งใน กทม. ถือว่าผ่านทั้ง 2 ปัจจัยสำคัญนี้ ทำให้กลุ่มไอสไตล์ตัดสินใจเลือกมาเปิดสโตร์ในไทยเป็นที่แรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวางไว้ให้เป็นพื้นที่ Priority ในการทำตลาดในแถบตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

“ใน กทม. GDP ต่อหัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เพราะเทียบเท่าได้กับ GDP ของสิงคโปร์ ขณะที่ปริมาณการซื้อเครื่องสำอางในแต่ละเดือนของคนไทยถือว่ามากกว่าการซื้อของคนสิงคโปร์โดยเฉลี่ยถึง 1.5 เท่า และสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับเทรนด์ในตลาดเครื่องสำอางที่มีการแตกเซ็กเม้นต์แยกย่อยค่อนข้างมากและมีทิศทางเติบโตได้ดี สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยที่ได้รับการ Educated ในเรื่องของการดูแลตัวเองซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี”

ด้านคุณอุสรา ยงปิยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง เพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของสยามพิวรรธน์ ทำให้พยายามนำเสนอคอนเซ็ปต์ที่แปลกและแตกต่างให้กับธุรกิจค้าปลีกของไทยอยู่เสมอ โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ ต้องไม่เหมือนใคร ต้องเป็นเทรนด์ และต้องตรงกับตัวตนในความเป็นสยามพิวรรธน์ โดยทุกอย่างต้องขับเคลื่อนภายใต้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ด้วย รวมทั้งให้ความสำคัญกับการหาพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นตัวจริงในแต่ละธุรกิจเพื่อมาส่งเสริมความแข็งแรงใหแก่กัน โดยเฉพาะการแข่งขันในยุคปัจจุบันที่ไม่สามารถจะเติบโตได้ด้วยตัวคนเดียว การมีพันธมิตรที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ตรงกันจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสร้างให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น

“istyle Inc. เป็นบริษัทที่มีแนวคิดสมัยใหม่และสามารถประสบความสำเร็จได้ในระดับสูง และมี Unique ในคอนเซ็ปต์สำหรับการทำธุรกิจด้วยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ด้วยการใช้ฐานข้อมูลจากฝั่งออนไลน์ มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการสินค้าในแต่ละสโตร์ตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วและสามารถขยายธุรกิจทั้งในรูปแบบ E-commerce และ Retail Store ไปได้ในหลายประเทศ ซึ่งการร่วมทุนกับกลุ่ม  istyle Inc.ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสยามพิวรรธน์ในการเติบโตด้วยการ Diversify เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากการพัฒนาโครงการที่เป็น Worldclass Destination เป็นหลัก”

Seamless + Data Analytic สร้างจุดแข็งและแตกต่าง

สำหรับพาร์ทเนอร์รายล่าสุด ในกลุ่ม Cosmetic Multi-brands Store ของสยามพิวรรธน์ มีความแตกต่างจากร้านมัลติแบรนด์ทั่วไป โดยเฉพาะในตลาดเครื่องสำอางที่แม้ว่าจะมีร้านที่เป็นร้านมัลติแบรนด์มาก่อนแต่ก็จะมีการแยกเซ็กเม้นต์ระหว่างแบรนด์แมสและไฮเอนด์อย่างชัดเจน ตาม Positioning ที่แต่ละสโตร์วางจำแหน่งของแบรนด์ตัวเองเอาไว้ โดยที่ยังไม่เคยมีสโตร์ใดที่ภายในร้านจะมีทั้งสินค้าในระดับ Luxury Brand และ Mass Brand ที่มีราคาหลากหลายตั้งแต่ 100 เยน ไปจนถึงหลายหมื่นเยน อยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน รวมทั้งยังไม่ลืมที่จะแบ่งพื้นที่ราว 20% ของร้านเป็นส่วนของ Consult เพื่อให้ลูกค้าได้มาทดลองใช้สินค้าหรือทดลองแต่งหน้า เพื่อเติมเต็มในเรื่องของ Experience ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจรีเทลในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

ขณะที่ @cosme store จะเน้นการบริหารสินค้าภายในร้านตาม Customer Need Base โดยยึดจากการวิเคราะห์ Big Data ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลที่เก็บรวมรวมจากทุกแพลตฟอร์มที่มีอยู่ทั้งข้อมูลการรีวิว และความคิดเห็นต่างๆ บนเว็บไซต์ @cosme การสั่งซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซของผู้บริโภคบน @cosme shopping และการซื้อสินค้าผ่านรีเทลสโตร์อย่าง @cosme store ซึ่งปัจจุบันเติบโตจนกลายเป็น Beauty Database ที่ทรงอิทธิพลและใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยผู้หญิงญี่ปุ่น 75% ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 20-39 ปี จะเข้ามาใช้บริการทุกเดือน และ 85% ที่มีความเชื่อมั่นรีวิวต่างๆ ที่อยู่บนแพลตฟอร์มจนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด

โดย Data ขนาดใหญ่ที่เก็บอยู่บนแพลตฟอร์มของ @cosme ประกอบด้วย ข้อมูลจากฝั่ง Users ที่มีไม่ต่ำกว่า 16 ล้านราย รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ มากกว่า 3.2 แสนล้านข้อมูล ซึ่งครอบคลุมแบรนด์เครื่องสำอางทั้งหมดของญี่ปุ่น รวมทั้งจำนวนการรีวิวสินค้าความงามต่างๆ มากกว่า 14 ล้านรีวิว ที่ต้องถือว่ามากที่สุดในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน โดยข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นต้นทางในการนำไปทำงานและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินค้าภายในร้านให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งในปัจจุบันการเก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ได้มีเพียงข้อมูลของผู้บริโภคญี่ปุ่นเท่านั้น แต่จะมีข้อมูลจากหลายๆ ประเทศที่กลุ่มไอสไตล์อิงก์ขยายธุรกิจเข้าไป และทำการรวบรวมข้อมูลจากทุกแห่งมาเก็บไว้บนฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อสร้าง Global One Database ส่งผลให้ @cosme กลายเป็นแพลตฟอร์ม Beauty Database ที่มีการรวบรวมข้อมูลเครื่องสำอางและความงามจากทั่วโลกเอาไว้มากที่สุดก็ว่าได้

“เราเลือกที่จะนำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการผู้บริโภคในแต่ละที่ด้วยการทำงานบนพื้นฐานข้อมูล ตามการจัด Ranking สินค้าตามความนิยมของผู้บริโภคในทุกๆ Category และเลือกสินค้าที่เป็น Top Ranking เพื่อนำมาตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครอบคลุมทุกความต้องการ เนื่องจาก ผู้บริโภคมีความต้องการใช้สินค้าหลากหลาย แม้แต่ผู้บริโภคคนเดียวกันก็ชื่นชอบสินค้าแตกต่างแบรนด์กันไปเมื่อเปลี่ยนหมวดสินค้า รวมทั้งมีสินค้าที่ชื่นชอบทั้งสินค้าในกลุ่มแมสรวมทั้งลักซ์ชัวรี่ ทำให้เราพยายามจะสร้างแพลตฟอร์มให้เป็น One Stop of Beauty Item อย่างแท้จริง และนำหลักการเดียวกันนี้ไปใช้กับทุกแพลตฟอร์มทั้งในช่องทางออนไลน์รวมทั้งในออฟไลน์สโตร์”

ประเทศไทย Priority Market of Southeast Asia

สำหรับประเทศไทย เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการขยาย @cosme store เข้ามา โดยเลือกเปิดสาขาแรกในไอคอน สยาม หนึ่งใน Worldclass Destination ที่เตรียมเปิดให้บริการในช่วงปลายปี ภายใต้งบลงทุนเฉพาะการก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ขณะที่เล็งขยายสาขาสองไว้ในปีต่อไปที่สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งย่านที่มีกำลังซื้อสูงและรองรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติหมุนเวียนในแต่ละวันไม่ต่ำกว่าหลักแสนคน

กลุ่มทุนญี่ปุ่นมองว่า ตลาดด้านความงามในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ ขณะที่การรับรู้ถึงแบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น และความต้องการซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่นมีอยู่สูง ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ญี่ปุ่นในตลาดเครื่องสำอางยังมีอยู่น้อยที่ราว 2% เท่านั้น ขณะที่ในหลายๆ ประเทศทั้งในฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวันที่กลุ่มไอสไตล์ขยายธุรกิจเข้าไปเริ่มมีสัดส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น โดยฮ่องกงมีสัดส่วน 16% สิงคโปร์ 12% และไต้หวันประมาณ 10% ตามลำดับ โดยเชื่อว่ามีโอกาสสูงในการเพิ่มยอดขายสินค้าความงามจากแบรนด์ญี่ปุ่นในตลาดประเทศไทยให้มีสัดส่วนเพิ่มสูงมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน

“สภาพตลาดประเทศไทยในขณะนี้ใกล้เคียงกับตลาดในญี่ปุ่นเมื่อราว 11 ปีก่อน ที่เราเริ่มเปิดสโตร์สาขาแรกในปี 2007 จนปัจจุบันขยายมาได้ถึง 25 สาขาในญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศไทยมีความพร้อมกว่าโดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานนอกบ้าน รู้จักแต่งตัวและรู้จักการดูแลตัวเอง แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านจึงมักไม่ได้แต่งหน้าหรือแต่งตัวมากเท่ากับผู้บริโภคคนไทย จึงเชื่อว่ามีโอกาสที่ประเทศไทยจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ โดยปัจจุบัน @cosme Store มีสาขาในต่างประเทศ 5 แห่ง ทั้งในฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งทำรายได้ให้กรุ๊ปไม่ถึง 10% ขณะที่ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนสโตร์ในต่างประเทศราว 50-60 แห่ง และเพิมสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศได้กว่า 20-30%”

สำหรับ @cosme store ในประเทศไทย จะเป็นรูปแบบแฟลกชิพสโตร์ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ 300 ตารางเมตร ขณะที่ร้านทั่วไปจะมีพื้นที่ราว 200 ตารางเมตร โดยเบื้องต้นสินค้าภายในร้านจะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นและสินค้าโกลบอลแบรนด์ที่ได้รับความนิยมรวมกันไม่ต่ำกว่า 5,000 – 6,000 SKUs  รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในเทรนด์ที่ผู้บริโภคนิยมใช้ โดยยังคงใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ก่อนหน้า เช่น การเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวคนไทยที่เคยไปใช้บริการ หรือคอมเมนต์ต่างๆ ที่คนไทยเคยให้ข้อมูลไว้บนแพลตฟอร์มเดิม โดยในปีต่อไปจะมีการเพิ่มแพลตฟอร์ม @cosme สำหรับการเก็บข้อมูลของผู้บริโภคคนไทยโดยเฉพาะ และเป็นฐานในการพัฒนาธุรกิจในปีต่อๆ ไปให้มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับตลาดและผู้บริโภคคนไทยเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่เทรนด์เครื่องสำอางซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน จะอยู่ในกลุ่ม Multi -Purpose คือมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานได้มากกว่าอย่างเดียว เช่น Wet Tissue ที่นิยมนำมาใช้ลบทำความสะอาดเครื่องสำอางก็มักจะเพิ่มมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ส่วน Category สินค้ายอดนิยมยังคงเป็นกลุ่มสกินแคร์และเมคอัพ โดยเฉพาะสกินแคร์ที่ทำยอดขายรวมได้สูงมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายโดยรวมทั้งแพลตฟอร์ม

สำหรับยอดขายในปีบัญชีล่าสุดของกลุ่ม istyle Inc. สามารถทำยอดขายได้รวม 250 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8,557 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงกว่า 50% พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้อย่างก้าวกระโดดภายใน 3 ปี จะผลักดันยอดขายรวมให้ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 17,000 ล้านบาท