เจาะเบื้องลึก “Compact Brake” ผ้าเบรกแบรนด์ไทย ปังและดังไกลระดับโลก

 

หากผลิตสินค้าและบริการสู่ท้องตลาด ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดให้ความสำคัญอย่างมาก คือการ “สร้างแบรนด์” เนื่องจากแบรนด์เป็นสิ่งที่มี “มูลค่า” ในบรรดาสินค้าระดับโลก น้ำอัดลม กาแฟ ฟาสต์ฟู้ด แฟชั่น และเทคโนโลยีต่างๆ ผู้อ่านอาจได้เห็นยอดขาย กำไร และการเติบโตของแบรนด์เหล่านั้น แต่ทุกๆปีสิ่งที่เกิดคู่กันคือการวัด “มูลค่าแบรนด์” ที่สะท้อนถึงความแข็งแรงและความยิ่งใหญ่ของแบรนด์

การสร้างแบรนด์ว่ายากแล้ว จะไปเป็นแบรนด์ระดับโลก (Global Brand) หินยิ่งกว่า เพราะการจะไปถึงจุดนั้น แบรนด์ต้องฝ่าฟันอุปสรรคการแจ้งเกิดในประเทศ จนกระทั่งแข็งแกร่งพอ จึงสามารถออกไปนอกประเทศได้ และเมื่อเล่นบนเวทีใหญ่ “คู่ชก” ย่อมไม่ใช่เล็กๆ แต่เป็นแบรนด์โลกที่มีมากมายพร้อม “ตั้งการ์ด” รอปกป้องอาณาเขตการค้าขายของตนเอง

มองกลับมาที่ “แบรนด์ไทย” คนไทยมักกังขาและตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่ค่อยมีแบรนด์ไทยดังไกลระดับโลก แต่ถ้ามองให้ดีมองให้ลึก จะเห็นว่าคนไทยมีแบรนด์ดังระดับโลกที่ตกสำรวจอยู่จำนวนมาก ที่คนในประเทศเองยังไม่รู้จัก เช่น สินค้าแฟชั่น กระเป๋า อาหาร ร้านอาหาร พลังงานต่างๆ และอีกแบรนด์ไทยที่ “ผงาด” ใหญ่เทียบชั้นแบรนด์ระดับโลกได้ ที่  Brand Buffet หยิบมาเล่าคือ “Compact Brakes” หรือ “คอมแพ็คเบรก” จากบริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด บริษัทสัญชาติไทยเต็มร้อย!

“คอมแพ็คเบรก” ทำตลาดมานานเกือบ 5 ทศวรรษ จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ผ้าเบรกรถยนต์รายใหญ่ของไทยดังไกลระดับโลก เส้นทางการเติบโต จากรายได้หลัก “ล้าน” ขยับสู่ “พันล้านบาท”

แต่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์จนดังไม่ได้มาง่ายๆ เพราะกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์ได้รับ “การยอมรับ” ในตลาดไทยและระดับโลก จุดแรกเป็นเรื่องของ ผลิตภัณฑ์ (Product) ที่บริษัทให้ความสำคัญในเรื่อง “คุณภาพ” สูงสุด เพราะของดีจะเป็นด่านแรกที่ “โปรโมท” ให้ผู้บริโภคไว้วางใจสินค้าและบริการ รวมไปถึงการบอกต่อ สร้าง Earn Media ไปเรื่อยๆ

สินค้าจะดีได้ บริษัทต้องคัดสรรเทคโนโลยีระดับโลกมาใช้ในการผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ มีการเกาะติดเทรนด์ต่างๆให้ทันกับกระแสตลาดโลก เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตผ้าเบรกไร้ใยหิน NAO(NON ASBESTOS ORGANIC) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและพนักงานตลอดจนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทดสอบสินค้าเพื่อให้ได้มาตรฐานระดับโลก

“คอมแพ็คเบรก” เป็นแบรนด์องค์กร (Corporate Brand) ไม่พอ บริษัทยังมี Sub-Brand หรือแบรนด์ยิบย่อยที่แตกออกมาเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน และให้ครบทุกตลาดทุกเซ็กเมนต์ ทั้งสินค้าแบรนด์ Compact, Musashi, Diamond และ Kenji

แบรนด์พร้อมรบ! บริษัทยังทุ่มงบลงทุนเพื่อใช้ในการ “วิจัยและพัฒนา”(Research and Development : R&D) สินค้า สะท้อนถึงความไม่หยุดนิ่งนำเสนอสิ่งดีๆ ตอบโจทย์ตลาด

มีสินค้าขาย สิ่งที่ตามมาคือ “บริการหลังการขาย” ทำให้บริษัทขยายศูนย์บริการ Compact Premium Service, Compact Service และ Diamond Service  ตลอดจนผนึกตัวแทนร้านค้า ร้านอะไหล่เพื่อบริการลูกค้าถึงใจถึงอารมณ์ เพราะธุรกิจใดก็ตาม ต่อให้มีของดีแค่ไหน ถ้าบริการหลังการขายไม่โดนใจ แบรนด์ก็ไปได้ไม่ไกลดังฝัน

และที่ขาดไม่ได้ทั้งหมดทั้งมวลคือการออกหมัดการตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทจัดกิจกรรม ณ พื้นที่ เพื่อเข้าถึงคอยานยนต์ให้ได้ทดลอง สร้างประสบการณ์จริงในการใช้สินค้า และยังมีกิจกรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) รับกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล

วันนี้ สเต็ปการสร้างแบรนด์และขยายตลาดของ “คอมแพ็คเบรก” ยังรุกไปอีกขั้น เพราะ “เกษม อิสระพิทักษ์กุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด บอกเล่าถึงวิสัยทัศน์(Vision)ธุรกิจในระยะยาว 10 ปี ที่จะนำพาแบรนด์ไทยก้าวสู่การเป็น “ผู้นำ” ในการผลิตและจำหน่ายสินค้าลุยลูกค้า After Market ใน South East Asia ซึ่งจะมาพร้อมพันธกิจ (Mission) สำคัญหลายประการไม่ว่าจะทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ ผู้โดยสาร และผู้ที่สัญจรได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม, เพี่อพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้นของพนักงาน มีความเป็นอยู่ที่ดี และมีความสุขในการทำงาน, เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เป็นต้น