เส้นทาง “โทฟุซัง” จาก SME สู่พาร์ทเนอร์บริษัทระดับโลกด้วย Marvel Limited Edition

ระยะเวลาเพียง 7 ปี จาก SME รายเล็กๆ ในตลาด มาสู่แบรนด์ธุรกิจนมถั่วเหลือง เจ้าของยอดขายกว่า 300 ล้านบาทต่อปี  พ่วงด้วยฐานะเจ้าตลาดนมถั่วเหลืองกลุ่มพาสเจอร์ไรซ์ที่มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 67% ซึ่งแม้ว่ายังเป็นตลาดที่มีขนาดเล็กอยู่  ด้วยขนาดประมาณ 3% จากมูลค่าตลาดนมถั่วเหลืองโดยรวมกว่า 17,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสที่ตลาดจะขยายตัวและเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

ขยับแข่งตลาดใหญ่ชน Key Brand   

การเติบโตของตลาดที่เห็นได้ชัดเจน อาจจะสะท้อนผ่านการเติบโตของโทฟุซังเอง ที่ตลอด 7 ปีที่ทำตลาดมาต้องย้ายโรงงานเพื่อขยายกำลังผลิตเพิ่มมากขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้ามาแล้วถึง 5 ครั้ง โดยเริ่มตั้งโรงงานแห่งแรกเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อยอดขายเติบโตมากขึ้นทำให้มีทั้งออเดอร์ที่เข้ามาในปริมาณที่มากขึ้น รวมทั้งเริ่มมีเงินทุนมากพอสำหรับการลงทุนสร้างโรงงานของตัวเองเป็นครั้งแรก จากในช่วงปีแรกๆ ที่จะใช้วิธีจ้างผลิตเป็นหลัก

“โรงงานแรกของโทฟุซังมีกำลังผลิตเริ่มต้นที่ 500 ยูนิตต่อวัน และต้องขยายโรงงานเกือบทุกปี เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับดีมานด์ที่มากขึ้น จนมาถึงโรงงานแห่งล่าสุดที่เริ่มใช้ผลิตสินค้าแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นโรงงานแห่งที่ 5 แล้ว มี Full Capacity อยู่ที่ 3-5 แสนยูนิตต่อวัน จากยอดการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 1 แสนยูนิตต่อวัน ซึ่งเชื่อว่าโรงงานแห่งนี้จะรองรับการเติบโตได้ในระยะยาว เพราะมีพื้นที่รอบโรงงานมากกว่า 15 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ตัวโรงงานเองไร่กว่าๆ หากตลาดขยายตัวมากเกินกำลังผลิตที่รองรับได้ ก็สามารถใช้พื้นที่ที่อยู่โดยรอบเพื่อลงทุนขยายกำลังผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องย้ายโรงงานใหม่เหมือนครั้งก่อนหน้านี้”

คุณสุรนาม พานิชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทฟุซัง จำกัด เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว พร้อมประเมินศักยภาพของโรงงานแห่งใหม่นี้ ที่ไม่ใช่เพียงแค่รองรับการทำตลาดในประเทศของกลุ่มนมถั่วเหลืองพาสเจอร์ไรซ์เท่านั้น แต่ยังรองรับการขยายธุรกิจไปในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการขยับเข้าไปแข่งในตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดที่โทฟุซังอยู่เกือบ 10 เท่า นั่นก็คือ ตลาดนมถั่วเหลืองที่สามารถเก็บไว้ได้โดยไม่ต้องแช่เย็น เช่น ในกลุ่ม U.H.T. และสเตอริไลน์ ด้วยการออกแบรนด์ใหม่เพื่อเข้ามาบุกตลาดนี้อย่างจริงจัง ภายใต้ชื่อ “ซอยป๊อบ” (SOYPOP)

สำหรับแผนในการส่ง SOYPOP เพื่อเข้ามาเล่นในลีกที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ต้องชนกับ Key Brand ที่แข็งแกร่งแบบตรงๆ ทั้งไวตามิลค์ แลคตาซอย และดัชมิลล์  ทางโทฟุซังจะยังคงชูจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์แข็งแรงและสามารถเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ความแข็งแรงของสินค้าทั้งในเรื่องของคุณภาพที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ ด้วยปริมาณน้ำตาลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาด รสชาติที่ดี และการให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมในการผลิตทำให้ได้สินค้าที่มีความแตกต่างจากตลาดอยู่เสมอ ทั้งรสชาติแปลกใหม่ รวมทั้งแพกเกจดีไซน์พิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์ไสตล์ผู้บริโภคในปัจจุบันได้ดีมากขึ้น

เตรียมความพร้อมบุกต่างประเทศ   

ทุกๆ ครั้งที่มีการย้ายโรงงาน นอกจากกำลังผลิตที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะจุดแข็งในการเป็นผู้เชี่ยวชาญการผลิตเครื่องดื่มในกลุ่มนมที่ไม่ใช่นมวัว ซึ่งทางโทฟุซังจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความหลากหลายให้กับนมในกลุ่มธัญพืชต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มากขึ้น

ขณะที่การขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ จะเน้นการเข้าไปเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ การศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ รวมทั้งการวางแผนการขายและการทำตลาดร่วมกัน เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้ขยับเป็น 5-10% ในอีก 1-2 ปีนี้  จากปัจจุบันมีการทำตลาดในบางประเทศของ AEC และจีน ซึ่งจากความพร้อมที่มีมากขึ้นจะทำให้โทฟุซังสามารถขยายการทำตลาดเพิ่มเติมไปในประเทศที่ให้ความสนใจสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ จีน เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น

“การออกแบรนด์ใหม่อย่าง SOYPOP เป็นอีกหนึ่งการเตรียมแผนเพื่อรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองที่สามารถเก็บไว้ได้โดยไม่ต้องแช่เย็น ทำให้เหมาะสำหรับการทำตลาดส่งออกได้สะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกันเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของโทฟุซังในฐานะผู้เชี่ยวชาญการผลิตเครื่องดื่มนมในกลุ่มธัญพืช บริษัทมีแผนจะส่งแบรนด์ใหม่เข้ามาสู่ตลาดเพิ่มเติม โดยเตรียมเปิดตัวในงานไทยเฟ็กซ์ที่จะถึงนี้ รวมทั้งการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าในแบรนด์ที่ทำตลาดอยู่แล้วทั้งโทฟุซัง และซอยป๊อปอีกด้วย”

สำหรับการเติบโตในสิ้นปีนี้ คาดว่าการเติบโตของโทฟุซังในกลุ่มนมถั่วเหลืองพาสเจอร์ไรส์ จะเติบโตได้เพิ่มขึ้นจาก 8-10% ซึ่งเป็นการเติบโตได้มากกว่าตลาดที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 3-5%  ขณะที่ภาพรวมรายได้จะเติบโตได้ประมาณ 150% ทั้งการมีแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และการเริ่มทำตลาดอย่างจริงจังมากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ด้วยการเพิ่มงบการตลาดโดยรวมมากขึ้นกว่าเดิมราว 1.5 เท่า ตามทิศทางรายได้ที่คาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้ในระดับเดียวกัน

ผนึกดีสนีย์ เปิดตัว Marvel Limited Edition

คุณสุรนามยอมรับว่า ที่ผ่านมาจุดอ่อนที่สุดของโทฟุซังอยู่ที่เรื่องของการโฆษณาและการทำตลาดให้กับแบรนด์ เนื่องจากต้องการโฟกัสจุดแข็งที่ชัดเจนในแง่ความแข็งแรงของโปรดักต์ ทำให้งบส่วนใหญ่ที่ใช้ในช่วงที่ผ่านมาจะเน้นไปในเรื่องของ R&D เป็นหลัก แต่ในปีนี้จะได้เห็น Big Move ของโทฟุซังในการทำตลาดที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา

“โทฟุซังร่วมมือกับทางเดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) เจ้าของลิขสิทธิ์ Marvel Studios เพื่อเปิดตัวนมถั่วเหลืองโฉมใหม่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Marvel Limited Edition ในแบบคาวาอี้สไตล์ โดยตลอดระยะเวลา 3 เดือนจากนี้ ทั้ง 2 แบรนด์ คือ “โทฟุซัง” และ “ซอยป๊อบ” จะผลิตสินค้าด้วยแพกเกจลิมิเต็ดอิดิชั่นนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไปสู่ลูกค้าได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% รวมทั้งมีโอกาสในการช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ได้มีโอกาสทดลองสินค้าเพิ่มมากขึ้น”  

ทางโทฟุซังได้จัดสรรงบในการทำตลาดที่เชื่อมโยงกับการออก Marvel Limited Edition ไว้ราว 10 ล้านบาท ทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ หรือการจัดทำของพรีเมียมลิขสิทธิ์เพื่อใช้ต่อยอดในการสร้าง Brand Engagement กับผู้บริโภคมากขึ้น และแม้ปีนี้ทางโทฟุซังจะหันมาทำตลาดที่มากกว่าทุกปี แต่เม็ดเงินที่ใช้ส่วนใหญ่จะเน้นการทำกิจกรรมเพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองดื่มสินค้า หรือการเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์สินค้า มากกว่าการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมากไปกับการโฆษณาเพียงอย่างเดียว เช่น การเป็นสปอนเซอร์กิจกรรมหรือคอนเสิร์ตต่างๆ  หรือการสะสมแสตมป์จากโทฟุซัง และซอยป๊อบ เพื่อแลกของรางวัลพรีเมี่ยมในช่วงระยะเวลาในการจำหน่ายแพกแกจลิมิเต็ดอิดิชั่นนี้

ขณะที่การจัดสรรช่องทางขาย ในส่วนของโทฟุซังจะนับแพกเกจ Marvel Limited Edition เป็นกลุ่มสินค้า Only @ 7-Eleven ทำให้จะมีวางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น ขณะที่แบรนด์ซอยป๊อบซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ที่เตรียมลอนช์ออกมาทำตลาดในราวเดือนพฤษภาคม จึงเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการแนะนำสินค้าใหม่ที่จะเข้ามาทำตลาด ผ่านแพกเกจที่มีคาแร็คเตอร์ที่คนชื่นชอบจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้สร้างการรับรู้และจดจำได้ง่ายขึ้น โดยจะทำการวางจำหน่ายผ่านทุกช่องทางอย่างครอบคลุม

นอกจากโอกาสในการสร้าง Awareness ให้กับแบรนด์โทฟุซังและซอยป๊อบได้มากขึ้นแล้ว สิ่งที่ SME ไทยได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับ Global Partner อย่างวอลท์ดิสนีย์ คือ การยกระดับธุรกิจให้มีกระบวนการทำงานต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จากเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ที่ทางเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ระบุไว้สำหรับแบรนด์หรือผู้ผลิตที่ต้องการนำคาแร็คเตอร์ต่างๆ ไปใช้

“การเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ระดับโลกมีความท้าทายมากกว่าการทำตลาดหรือโฆษณาทั่วๆ ไป เนื่องจากข้อกำหนดต่างๆ เพื่อกำหนดมาตรฐานให้แก่สินค้าที่ได้รับอนุญาตให้นำลิขสิทธิ์ไปใช้ได้ ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้มาตรฐานในการดำเนินธุรกิจด้านอื่นๆ เพิ่มเติมมากขึ้น นอกเหนือจากเรื่องของมาตรฐานการผลิต หรือการพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพที่ดี แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของพนักงาน และความรับผิดชอบและการดูแลสังคมในมิติต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยยกระดับให้ธุรกิจ SME มีมาตรฐานทัดเทียมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมากขึ้น”