ครั้งแรกในโลก หลังคาเฌอร่า Metro GrEy ความลงตัวของธรรมชาติและสังคมเมือง

0

ความคลาสสิคแบบเรียบๆ ผสมผสานด้วยกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ เป็นหนึ่งในความงามที่ไม่เคยตกยุค ไม่ว่าเทรนด์แต่ละปีจะเปลี่ยนไปทิศทางใด ความสวยงามตามสไตล์ Minimal ก็ยังคงรักษาเสน่ห์แบบ Less is more ไว้ได้อย่างเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะหากได้เห็นความงามเช่นนี้อยู่ในใจกลางเมืองใหญ่ จะยิ่งเห็นถึงความลงตัวระหว่างความสวยงามจากความเป็นธรรมชาติและความศิวิไลซ์ของสังคมเมือง ที่สามารถผสมผสานความแตกต่างที่ดูเหมือนว่าจะอยู่กันคนละขั้วเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสมดุล

“ธรรมชาติ” เสน่ห์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

และเมื่อผสมผสานเสน่ห์ตามธรรมชาติเข้ากับงานออกแบบ จะยิ่งทำให้งานชิ้นนั้นโดดเด่นในแบบ Timeless Design คือ ยังคงรักษาเสน่ห์และความสวยงามไว้ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือเทรนด์ต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร โดยเฉพาะถ้างานดีไซน์ในลักษณะเช่นนี้ปรากฏอยู่บนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง จะยิ่งทำให้อาคาร สถานที่ หรือบ้านเรือนที่นำวัสดุเหล่านี้ไปใช้จะสามารถส่งต่อความสวยงามไปสู่เจนเนอเรชั่นต่อๆ ไป โดยที่ยังคงความร่วมสมัย ไว้ได้เหมือนในวันแรกที่เพิ่งเริ่มก่อสร้าง

บริษัท เฌอร่า จำกัด (มหาชน) ผู้นำการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ตราเฌอร่า และกระเบื้องหลังคาตราห้าห่วง ในฐานะผู้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตลาดอยู่เสมอ กับความสำเร็จครั้งใหม่ล่าสุดด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หลังคา “เฌอร่า ซีดาร์ เชค” (Shera Zedar Shake) กับเฉดสีใหม่ เมโทร เกรย์ (Metro GrEy) หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความงามของไม้สนซีดาร์ ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยคัลเลอร์ทรู ที่ผสมผสานสีลงไปในเนื้อวัสดุ ทำให้ได้สีสวยเหมือนกับไม้สนจริง บวกกับเสน่ห์ของโทนสีเทาที่ดูลึกลับ น่าค้นหา และดึงดูดใจ ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับ เฌอร่า ซีดาร์ เชค ได้มากยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากคุณสมบัติเฉพาะของหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ที่มาพร้อมคุณภาพของวัสดุที่มีความแข็งแรง คงทน ดูแลรักษาง่าย และยังปลอดภัยจากปลวกและแมลง

คุณประกรณ์ เมฆจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฌอร่า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดตัวเฉดสีใหม่อย่างเมโทร เกรย์ เป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับหลังคาเฌอร่า ซีดาร์ เชค ที่มีความแตกต่างจากหลังคาทั่วไปที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน ด้วยสีสันสวยเหมือนไม้สนจริง ทั้งผิวสัมผัสและการทับซ้อนของแต่ละแผ่นหลังคา โดยปัจจุบันมีสีให้เลือกเพิ่มขึ้นเป็น 4 สี ประกอบด้วย สีเหลือง-แซนเต้, สีน้ำตาล -บราวน์เชสนัท, สีแบล็ค-เวงเก้ และล่าสุดคือ สีเทา- เมโทร เกรย์ เพื่อตอบโจทย์ให้กลุ่มคนที่มองหาความแตกต่าง และยังมาพร้อมกับการตอบสนองการออกแบบที่มากกว่าไม้ธรรมชาติ เหมือนบุคลิกสไตล์ Metro ที่ลึกลับ ดึงดูดใจ แต่ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทันสมัยตามแบบฉบับของเฌอร่า

“โทนสีเทา เมโทรเกรย์ นี้ เป็นหนึ่งในเฉดสีพิเศษของหลังคาเฌอร่า ซีดาร์ เชค ที่มีแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติในรูปลักษณ์ของหลังคาไม้สนซีดาร์เก่า และเหนือกว่าที่ออกแบบมาให้มีสีสันเหมือนกับผ่านการใช้งานมานานจนเกิดคราบและสีที่ไม่สม่ำเสมอกัน ทำให้มีโทนไล่ระดับสีเข้มอ่อนในแต่ละแผ่น ซึ่งเฌอร่านับเป็นแบรนด์แรกของโลกที่สามารถทำได้ จึงยิ่งช่วยเพิ่มมนต์เสน่ห์และความน่าค้นหา โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างความสวยงามในแบบธรรมชาติจากหลังคาเฌอร่า ซีดาร์ เชค ที่อยู่ท่ามกลางความหรูหรา ทันสมัย และกลิ่นอายของความเป็นเมืองใหญ่เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว และยังนับเป็นหนึ่งใน Innovation Product ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาดอีกด้วย”

“เฌอร่า” ผู้สร้างนวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ

กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เฌอร่าให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ Customer Insight เพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตลาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเป็นผู้บุกเบิกตลาดวัสดุทดแทนไม้เป็นรายแรกๆ ในประเทศไทยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน จนทำให้ “เฌอร่า” ถูกจดจำในฐานะผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ที่ทำจากไฟเบอร์ซีเมนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มไม้ฝาที่มีความแข็งแรงอย่างมากจนหลายๆ คน เข้าใจว่า “เฌอร่า” เป็น Generic Name ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ นำมาสู่การปรับเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท เฌอร่า จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องไปสู่ผู้บริโภคว่า “เฌอร่า” ไม่ใช่ Generic Name แต่เป็นความแข็งแรงในการสร้างแบรนด์และทำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ของบริษัท ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการสื่อสาร Brand Promise “สร้างง่าย อยู่สบาย” เพื่อสร้าง Top of Mind ในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้าน ไม่ว่าจะเป็น “ผู้สร้าง” เช่น ช่าง หรือคนออกแบบอย่างสถาปนิก รวมทั้งในกลุ่ม “ผู้อยู่” หรือเจ้าของบ้านเองโดยตรง

“เฌอร่ายังนำเสนอความล้ำสมัยสู่ตลาดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในมิติของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงเรื่องของดีไซน์ต่างๆ ทำให้เฌอร่าเป็นทั้ง Trendsetter และ Innovator ในตลาด โดยส่วนหนึ่งมาจากการให้ความสำคัญกับการทำ R&D อย่างสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งการใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เพิ่มฟังก์ชั่นหรือเพิ่มคุณสมบัติพิเศษที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในตลาด เพื่อตอกย้ำตัวตนที่โดดเด่นและชัดเจนของเฌอร่า เช่น ในกลุ่มหลังคาที่มีจุดขายเรื่องความประหยัดพลังงานจนได้ฉลากเบอร์ 5 โดยช่วยให้อุณหภูมิในบ้านต่ำกว่าข้างนอก 3-5 องศา รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงานภาพรวมลงได้ถึง 30%”

ปัจจุบันเฌอร่า มีผลิตภัณฑ์ทำตลาดอยู่ 3 กลุ่ม คือ วัสดุทดแทนไม้สัดส่วน 40% กลุ่มผลิตภัณฑ์หลังคาและบอร์ดที่มี 30% เท่ากัน ซึ่งการเข้ามาสร้างเซ็กเม้นต์ใหม่และกระตุ้นให้ตลาดวัสดุทดแทนไม้ขยายตัวไปสู่การใช้งานในวงกว้าง นอกจากประโยชน์ทั้งเรื่องของคุณภาพ ความคุ้มค่า ความประหยัด และความสะดวกในการดูแลรักษาแล้ว ยังมีส่วนช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและป่าไม้อีกด้วย เพราะการพัฒนาสินค้านวัตกรรมเช่นนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องของเฌอร่า ช่วยลดการตัดต้นไม้ลงได้ถึง 6 แสนต้นต่อปี ประกอบกับยังช่วยสร้าง Innovation ให้ตลาด เพื่อเพิ่ม Usage ใหม่ๆ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้ตลาดเติบโตได้แบบ Unlimited Growth ทำให้ที่ผ่านมาเฌอร่าจึงมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดได้ก่อนใครอยู่เสมอ

Local Brand ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและดีไซน์

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “เฌอร่า” ได้รับการยอมรับในฐานะ Trendsetter และ Innovator เมื่อสถาปนิกชั้นนำระดับประเทศและในเวทีโลกอย่าง คุณวสุ วิรัชศิลป์ เจ้าของ VasLab ผู้สร้างผลงานออกแบบและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมาแล้วหลากหลายชิ้น ซึ่งทุกงานที่รับผิดชอบจะให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานของวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ที่นำมาใช้ในโครงการอย่างมาก พร้อมแสดงถึงความมั่นใจคุณภาพทั้งในเรื่องมาตรฐานของวัสดุก่อสร้างต่างๆ จากผู้ประกอบการคนไทย รวมทั้งในเรื่องของดีไซน์ที่มีความสวยงามและทันสมัยไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ ทำให้หลายๆ งานที่แม้ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ในระดับพรีเมียมก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ไทย โดยเฉพาะเฌอร่าได้อย่างมั่นใจเช่นกัน

“วัสดุก่อสร้างที่เป็น Local Brand นอกจากความสวยงามและคุณภาพที่ได้มาตรฐานไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ ยังช่วยให้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของโครงการลดต้นทุนลงได้มาก ทั้งเรื่องของราคา ค่าขนส่ง และสภาพอากาศที่แบรนด์ในประเทศจะมีความคุ้นเคยและเข้าใจสภาพอากาศได้ดีกว่า จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศได้ดีกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น Local Brand มักจะมีความทนทานและคุ้มค่ามากกว่า  ส่วนเรื่องดีไซน์ในแต่ละโปรเจ็กต์ก็จะต้องดูเทรนด์หลายๆ อย่างประกอบกัน ไม่ใช่การตามเทรนด์ที่ฉาบฉวย เพราะอาคารหรือบ้านแต่ละหลังล้วนมีอายุการใช้งานยาวนานไปหลายเจนเนอเรชั่น ดังนั้น นอกจากเรื่องของคุณภาพวัสดุแล้ว ดีไซน์ที่มีความคลาสสิค เช่น ลวดลายของไม้ หรือลวดลายตามธรรมชาติต่างๆ ในสไตล์ Timeless Design ก็จะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะช่วยรักษาเสน่ห์ของบ้านหรือโครงการต่างๆ ให้ยังคงสวยงาม มีความร่วมสมัยอยู่ได้นาน และไม่ตกเทรนด์ได้ง่ายอีกด้วย”