ทีวีจะเหลือ 12 ช่อง! PPTV ฮึดสู้ช่องใหญ่ เติมบันเทิงฮอลลีวู้ด-สารคดีดิสคัฟเวอรี ขยายฐานผู้ชม

0

การแข่งขันของธุรกิจทีวียังคงแข่งขันรุนแรงใน 2 เรื่องใหญ่ คือ 1. “คอนเทนต์” ที่ต้องมีความน่าสนใจ และมีความหลากหลายในการดึงคนดูได้หลายกลุ่ม เพื่อตรึงคนดูให้ใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์ของช่องนั้นๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งทิศทางของคอนเทนต์ ต้องสอดคล้องกับ “จุดยืน” ของสถานี เพื่อทำให้ผู้บริโภคจดจำ และ 2. “การสร้างรายได้จากโฆษณา” โดยทั้งสององค์ประกอบต้องเสริมซึ่งกันและกัน

นับตั้งแต่ประมูล “ทีวีดิจิทัล” เสร็จสิ้นเมื่อปลายปี 2556 และเริ่มทดลองออกอากาศปี 2557 หนึ่งในสถานีโทรทัศน์ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ “PPTV” ในฐานะที่เป็นของ “กลุ่มปราสาททองโอสถ” ซึ่งเป็น Big Conglomerate ของเมืองไทยที่มีธุรกิจในมือมากมาย

แต่เมื่อดู Performance ในด้านเรตติ้ง “PPTV” กลับยังไม่โดดเด่นมากนัก โดยเฉลี่ยจะขึ้น-ลงระหว่างอันดับ 10 ซึ่งจัดอยู่ใน Tier 2 (อันดับ 6 – 10) ของอุตสาหกรรมทีวีในไทย และอันดับ 11 ซึ่งถือเป็น Tier 3 (ตั้งแต่อันดับ 11 – 15) โดยสิ่งที่ทำให้เรตติ้งของ “PPTV” ไม่ร่วงลงไปมากกว่านี้ คือ คอนเทนต์ในด้าน “ฟุตบอล” และ “ข่าว” โดยเฉพาะการเป็น “สถานีโทรทัศน์ถ่ายทอดสดฟุตบอลรายการระดับโลก” ในหลายรายการสำคัญๆ ได้กลายเป็น “จุดขาย” ที่เด่นชัดของ “PPTV” มาโดยตลอดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ทว่าการทำธุรกิจ “สถานีโทรทัศน์” การมีฐานคนดูจำนวนหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว แม้จะเป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นก็ตาม แต่ในเชิงธุรกิจระยะยาวจะไม่สามารถสร้างการเติบโตให้กับสถานีฯ ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างฐานคนดูจำนวนมาก และหลากหลายกลุ่ม เพื่อตอบโจทย์คนดูในกลุ่มต่างๆ และเพิ่มโอกาสในการขายโฆษณา เพื่อดึงเม็ดเงินโฆษณาจากเจ้าของแบรนด์สินค้า-บริการ

Photo Credit : Facebook PPTV HD 36

เพราะฉะนั้น ความโดดเด่นในการเป็น “King of Football Channel” ที่ทำให้ได้ฐานคนดูกลุ่มหลักเป็นกลุ่มผู้ชาย อายุ 30 – 49 ปี ในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็น “ข้อจำกัด” ทั้งการขายโฆษณา และขยายฐานผู้ชมให้มีความหลากหลาย !!

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจาก “คุณสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์” เข้ามาเป็นแม่ทัพใหญ่ของช่อง PPTV ในตำแหน่ง “กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด” ภารกิจอันดับแรกๆ ที่เร่งดำเนินการคือ การปรับผังรายการในสถานี จากในอดีตที่โฟกัสแต่คอนเทนต์กีฬาฟุตบอล และรายการข่าว นับจากนี้ไปจะทยอยเพิ่มประเภทคอนเทนต์ให้กว้างออกไป เพื่อให้คอนเทนต์แต่ละรายการ แต่ละประเภทเข้าถึงกลุ่มผู้ชมหลากหลาย โดยเฉพาะการเพิ่มฐานกลุ่มผู้หญิง และคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้า-บริการต่างๆ กลุ่มใหญ่ของประเทศ

คาดการณ์ “ทีวีดิจิทัล” จะลดจาก 22 ช่อง รอดเหลือเพียง 10 – 12 ช่อง!!

ทันทีที่ กสทช. เปิดประมูลทีวีดิจิทัล ไปจนถึงหลังประมูลเสร็จ ใครๆ ต่างมองว่าจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมทีวีในไทย และเม็ดเงินโฆษณาของสื่อทีวีจะเบ่งบานกว่าในอดีตหลายเท่า แต่ด้วยนโยบายที่ไม่ชัดเจนของ กสทช. ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ และการบูมของสื่อออนไลน์ ทำให้สถานการณ์ “ทีวีดิจิทัล” ไม่ได้แจ้งเกิดอย่างสวยงามมากนัก เพราะเม็ดเงินโฆษณาที่แต่เดิมคาดว่าจะเข้ามายังทีวีดิจิทัล ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเจอเหตุการณ์บ้านเมือง แบรนด์สินค้าและบริการต่างปรับลดงบโฆษณา หรือรักษาระดับเท่าเดิม และหันไปใส่ในสื่อออนไลน์มากขึ้น

ในที่สุดแล้วจาก 24 ช่องเพื่อการพาณิชย์ ต้องมีบางช่องโบกมือลาไป จนเหลือ 22 ช่องในปัจจุบัน ซึ่งจำนวนช่องที่มีอยู่ทุกวันนี้ ในทรรศนะของ “คุณสุรินทร์” มองว่า มากเกินความเป็นจริง จำนวน 22 ช่องที่มีอยู่ทุกวันนี้ มากเกินความเป็นจริง เนื่องจากทีวีเพื่อการพาณิชย์ ต้องมีกำไรในระดับพอสมควร ซึ่งในจำนวน 22 ช่อง จะเห็นได้ว่าช่องไหนที่กำไร ก็จะกำไรไม่ค่อยมาก ส่วนช่องที่ขาดทุนเยอะ และส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะขาดทุน

“เพราะฉะนั้นโดยวัฏจักร จำนวนช่องต้องเหลือน้อยลง โดยในความเห็นผม ทีวีดิจิทัลในไทยจะเหลืออยู่ประมาณ 10 – 12 ช่อง ซึ่งเป็นจำนวนช่องที่กำลังพอดีของสื่อทีวีในทุกประเทศ และช่องที่มีคนดู จะต้องเป็นช่องที่มีความชัดเจน ทั้งในด้าน Brand Identity และ Positioning”

เติมคอนเทนต์หลากหลาย “บันเทิงฮอลลีวู้ด – สารคดีระดับโลก – เกมโชว์ – ไลฟ์สไตล์” เพิ่มฐานคนดู

แผนธุรกิจในปี 2561 ของ “PPTV” ได้ปรับผังรายการ 50% จากจำนวนรายการทั้งหมดที่ออกอากาศในปัจจุบัน พร้อมชูคอนเซ็ปต์ “World Class TV” และจับมือกับพันธมิตรเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ให้มีความหลากหลาย มากกว่าโฟกัสเฉพาะรายการกีฬา และข่าวอย่างในอดีต สำหรับรายการใหม่ที่เป็นไฮไลต์ ประกอบด้วย

– กลุ่มรายการบันเทิง เช่น “ET Thailand” เป็นการนำรายการ Entertainment Tonight เป็นรายการข่าวบันเทิงจากฝั่งอเมริกาที่ออกอากาศมายาวนานกว่า 36 ปี มากกว่า 10,000 ตอน มาผลิตในแบบฉบับของไทย ภายใต้ความร่วมมือการผลิตระหว่าง “กันตนา เอฟโวลูชั่น” และ “ทีมข่าวบันเทิงของ PPTV”

นอกจากนี้ยังมีรายการ “King of Gamers” เรียลลิตี้เกมส์โชว์ที่เป็นการแข่งขัน eSports มืออาชีพ ประเดิมซีซั่นแรกด้วยเกมสุดฮิต “ROV”

“The Hunter Game” หรือ “เกมล่าท้ารวย” ตอบคำถาม 12 ข้อ 4 ตัวเลือก ชิงเงินรางวัลมูลค่า 1 ล้านบาท, “Human Knowledge” เกมส์โชว์ที่เซเลบริตี้จะถูกทดสอบความสามารถในการคาดเดาพฤติกรรมมนุษย์ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ต่างๆ อันหลากหลาย, “Crazy Market” หรือ “ตลาดสัมผัส” เป็นเกมส์โชว์ที่จะทำให้ประสารทสัมผัสทั้ง 5 ของผู้เข้าแข่งขันต้องตื่นตัว ที่ท้าทายต่อการับรู้ผ่านการสัมผัสสินค้าต่างๆ

– กลุ่มรายการสารคดี ได้แก่ “Discovery Hour” หรือ “ชั่วโมง ดิสคัฟเวอรี” กับรายการสารคดี 5 ประเภท ประกอบด้วย Survival, Extreme jobs, Pop Science และ Turbo

– กลุ่มรายการภาพยนตร์ อยู่ในช่วงเวลาไพร์มไทม์ ทุกจันทร์ – อังคาร เวลา 20.15 – 22.00 น. ภายใต้ช่วง “Cinema Hits” ซึ่งมาชนกับละครของช่องต่างๆ โดยจะนำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ระบบ Blockbuster มาออกอากาศ

– กลุ่มรายการไลฟ์สไตล์ ได้แก่ “Journey the Mission” รายการท่องเที่ยวสไตล์ฮิปๆ ชิคๆ ชิลๆ และ “The Real Housewives of Bangkok” เป็นเวอร์ชั่นของไทยจากรายการเรียลลิตี้ “The Real Housewives” จากสหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จทั้งในสหรัฐฯ และ 7 ประเทศทั่วโลก พร้อมด้วย “ซิทคอมคิดดี คลินิก” ที่สะท้อนปัญหาด้านสุขภาพที่ใกล้ตัวคนดู ถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์ขันผ่านตัวละครต่างๆ

– กลุ่มรายการกีฬา นอกจากถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก จากอังกฤษ / บุนเดสลีกา จากเยอรมนี / ลา ลีกา จากสเปน / กัลโช่ เซเรีย อา จากอิตาลี / ลีก เอิง จากฝรั่งเศส / ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยส์ ลีก / ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก / ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ในปีนี้ได้คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ “MotoGP” และ “Moto2” ทุกสนามจากทั่วโลก รวมทั้งการแข่งขันครั้งแรกในประเทศไทยของ MotoGP จากสนามแข่งขันจังหวัดบุรีรัมย์

คุณสุรินทร์ ขยายความเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าความเป็นช่องเก่า กับความเป็นช่องใหม่ ช่องว่างไม่ได้ห่างกันมากเหมือนในอดีตแล้ว และทุกวันนี้หลายช่องได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถึงจะเป็นช่องเล็ก แต่ถ้าคอนเทนต์ดีจริงๆ คนจะตามมาดู

ประกอบกับพฤติกรรมการซื้อขายของเจ้าของสินค้า และเอเยนซี่เปลี่ยนไป ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงด้าน Profile คนดู และความนิยมของรายการว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้า PPTV มีรายการที่ตอบโจทย์เจ้าของสินค้า หรือเอเยนซี่ที่เขามองหาอยู่ ย่อมสร้างโอกาสที่เราจะคว้าเม็ดเงินในตลาดให้ไปอยู่ในช่องเรา ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ที่โอกาสช่องรองจะสู้กับช่องใหญ่แทบจะเป็นไปได้ยากมาก

ขณะเดียวกันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค เปลี่ยนแพลตฟอร์มไปดูคอนเทนต์ผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นที่ผ่านมา PPTV ได้พัฒนาทีมออนไลน์โดยเฉพาะ และออกอากาศคอนเทนต์สื่อทีวี กับออนไลน์ไปพร้อมกัน

“เราต้องปรับกระบวนทัพใหม่ในแง่ของผังรายการ เพื่อมุ่งมั่นก้อบกู้สถานการณ์ด้านรายได้ ท่ามกลางวิกฤตของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลในภาพรวมในตอนนี้ให้ได้ โดยปีนี้เป็นปีที่เราลงทุนในด้านคอนเทนต์ให้มีความหลากหลาย เพื่อดึงกลุ่มคนดูเข้ามาให้มีความหลากหลายมากขึ้น และทำให้คนดูคุ้นเคยกับช่อง PPTV และดูช่องเรา เพราะจากเดิม PPTV เป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีกลุ่มคนดูหลักเป็นกลุ่มผู้ชาย อายุ 30 – 49 ปี เนื่องจากที่ผ่านมาเน้นนำเสนอกีฬา และรายการข่าว ซึ่งเป็นประเภทคอนเทนต์ที่คนดูส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ชายอยู่แล้ว

แต่ปีนี้เป็นปีที่เรามั่นใจในคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นรายการบันเทิงทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด และรายการใหม่ต่างๆ จะทำให้ฐานผู้ชม PPTV เปลี่ยนไปทางผู้หญิง และกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15 – 29 ปีมากขึ้น และเป็นคนในเมือง ระดับกลาง – บน

การปรับผังรายการในครั้งนี้ เรามองว่าจะดีกับอนาคตของช่อง เพราะมีกลุ่มคนดูหลากหลายเพิ่มเข้ามา ทำให้เวลาเราไปคุยกับเอเยนซี่ ลูกค้ามีสินค้าอยู่ในพอร์ตโฟลิโอเยอะ และสินค้าแต่ละตัวมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน ดังนั้นการมีคอนเทนต์หลากหลาย ทำให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสเรามากขึ้นในการแย่งเค้กเม็ดเงินโฆษณากับช่องหลัก” 

ตั้งเป้าปีนี้ขยับเรตติ้งขึ้น Tier 2 และปี ’62 เล็งติดท็อป 5 ทีวีไทย

จากคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่เติมเข้ามา “PPTV” หวังว่าจะเพิ่มฐานคนดูในช่วงวันจันทร์ – ศุกร์ให้มากขึ้น จากเดิมที่ฐานคนดูส่วนใหญ่ไปอยู่ในวันเสาร์ -อาทิตย์ เพราะมีการแข่งขันฟุตบอลแมตช์ต่างๆ

ที่สำคัญเป้าหมายใหญ่หลังจากการปรับผังครั้งนี้ คือ ภายในปีนี้ ต้องการขยับเรตติ้งขึ้นมาอยู่ใน Tier 2 (อันดับ 6 – 10) ได้อย่างมั่นคง เพราะที่ผ่านมาอันดับเรตติ้งของ PPTV จะวิ่งขึ้น-ลงระหว่างอันดับ 10 และ 11 ขึ้นอยู่กับช่วงนั้นมีการแข่งขันฟุตบอลคู่ใหญ่หรือไม่ ถ้าเป็นคู่ใหญ่ เรตติ้งจะขึ้นมาอยู่อันดับ 10 แต่ถ้าไม่ใช่คู่สำคัญ เรตติ้งจะหล่นไปอยู่ Tier 3

จากนั้นในปี 2562 จะประเมินสถานการณ์ เพื่อดูโอกาส และความเป็นไปในการดันเรตติ้งขึ้นไปอยู่ Tier 1 ซึ่งเป็นท็อป 5 ของทีวีไทย

คงต้องติดตามต่อว่าหลังจากรายการใหม่ๆ ของ PPTV เริ่มทยอยออกอากาศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป จะสามารถดันให้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนดูได้หรือไม่ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสในการขยายฐานคนดูไปยังกลุ่มใหม่ๆ รวมทั้งการเติบโตด้านรายได้โฆษณา และความชัดเจนในจุดยืนใหม่ของสถานีฯ ที่ต้องการเป็น “World Class TV” 

 

Credit Photo (ภาพรีโมททีวี) : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand