ถอดยุทธศาสตร์ “เซินเจิ้น” พลิกโฉมจากเมืองของก๊อป ยกระดับสู่ “Silicon Valley of Asia”

เมื่อเอ่ยชื่อ “เซินเจิ้น” (Shenzhen) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะนึกถึงเมืองแห่งของก๊อป หรือของลอกเลียนแบบ ตั้งแต่กระเป๋า นาฬิกา ปากกา เสื้อผ้า ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยี ถึงกับมีการพูดกันว่าสินค้าอะไรก็ตามในโลกที่กำลังฮิตอยู่ หากมาเซินเจิ้นก็จะเจอสินค้านั้นแบบเดียวกันเป๊ะ ที่เป็นงานระดับ Mirror ไปจนถึงลอกดีไซน์ แต่ดัดแปลงตัวอักษรแบรนด์ หรือเปลี่ยนชื่อแบรนด์

- Advertisement -

เหตุที่ทำให้ “เซินเจิ้น” ถูกมองว่าเป็นเมืองแห่งของก๊อปปี้ เพราะเป็นเมืองที่มีโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ มากมาย ประกอบกับโลเกชั่นเมืองติดกับเกาะฮ่องกง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามจากฮ่องกง มาเซินเจิ้นได้ง่ายและสะดวกด้วยทางรถไฟ โดยกิจกรรมยอดนิยมที่บรรดาทัวร์จัดให้ลูกทัวร์เมื่อมาถึงเซินเจิ้น คือ ช้อปปิ้งที่ “Luohu Commercial City” หรือ “ห้างสรรพสินค้าหลอฮู” เป็นห้างฯ แรกๆ ของเซินเจิ้น

ภายในประกอบด้วยร้านค้าเช่ารายเล็กๆ จำนวนมาก ที่ขายของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประทับ รองเท้า รวมถึงสินค้าหัตถกรรม ของที่ระลึก และสินค้าเทคโนโลยี โดยมีทั้งสินค้าลอกเลียนแบบแบรนด์ดังระดับโลก ดีกรีความเหมือนแบรนด์จริงมีให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่งาน Mirror ไปจนถึงลอกดีไซน์ แต่ดัดแปลงตัวอักษรแบรนด์ หรือเปลี่ยนชื่อแบรนด์ และสินค้าท้องถิ่นทั่วไป

นี่จึงทำให้ในสายตาของคนทั่วไป และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มอง “เซินเจิ้น” เป็นเมืองแห่งของก๊อปปี้ !!

แต่ในความเป็นจริงแล้ว… ยุทธศาสตร์ของเมือง “เซินเจิ้น” ไม่ได้ถูกวางให้เป็นมหานครของก๊อปเช่นนั้น เพราะในยุค “เติ้งเสี่ยวผิง” ที่ปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศจีนด้วยนโยบายเปิดประเทศ ได้จัดตั้ง “เมืองเซินเจิ้น” ที่ในอดีตเป็นหมู่บ้านชาวประมง สภาพความเป็นอยู่ยากจน ให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีน” ตั้งแต่ปี 2523 โดยให้สิทธิประโยชน์การลงทุนด้านต่างๆ เช่น ด้านภาษี, ค่าแรงในจีน เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาสร้างฐานการผลิตที่นี่

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน www.thaibizchina.com ฉายภาพ Roadmap การพัฒนาเมืองเซินเจิ้น หลังจากก่อตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แบ่งเป็น 4 เฟสใหญ่ คือ

ปี 2523 – 2528 สร้างเมืองเซินเจิ้นให้เป็นเขตการแปรรูปเพื่อการส่งออกของจีน ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนในช่วงแรก จะเป็นนักลงทุนจากประเทศฮ่องกง ไต้หวัน และจากแถบประเทศเอเชีย

ปี 2528 – 2530 เริ่มพัฒนาจากการพัฒนาช่วงที่ 1 ที่เน้นบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเข้ามาที่เมืองเซินเจิ้นจำนวนมาก และพัฒนาจากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการแปรรูป มาสู่อุตสาหกรรมบริการ และการออกแบบมากขึ้น

ปี 2530 – 2535 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเซินเจิ้นมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพื้นที่

ปี 2535 – ปัจจุบัน การพัฒนาเซินเจิ้นจากเมืองเศรษฐกิจแบบธรรมดา สู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทางภาคใต้ของประเทศจีน ที่มีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยในปี 2550 อุตสาหกรรมโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วนทั้งหมดประมาณ 50% ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในเมืองเซินเจิ้น

จากในยุค “เติ้งเสี่ยวผิง” จนมาถึงยุค “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” มลฑลกวางตุ้ง และเมืองเซินเจิ้น ยังคงเป็นเมืองเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของจีน และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ และดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังจีน

ผลักดัน “Made in China” เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

ธนาคารกสิกรไทย ชี้ว่าปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และยังเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เป็นผลมาจากขนาดเศรษฐกิจของจีนที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจกว่า 6.8% ในไตรมาส 3 ของปี 2560 และคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนทั้งปี จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 6.7%

ขณะนี้จีนอยู่ในช่วงการดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้จีนกลายเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมและการเงินของโลก”

ภายใต้แผนดังกล่าว ได้มีการดำเนินนโยบาย “Made in China 2025” ซึ่งจะกระตุ้นให้จีนสามารถขยายขีดความสามารถด้าน “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” ของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับผลผลิตต่างๆ ในห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) เพื่อผลักดันแบรนด์ “Made in China” ให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

การขับเคลื่อนแบรนด์ “Made in China” ด้วยการให้ความสำคัญกับ “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” จะสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการผลิต และแบรนด์สินค้าของจีน เช่น สินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมไอที, Hi-Technology และ กลุ่ม FinTech ถึงแม้ปัจจุบันจีนจะมีบริษัท FinTech ยูนิคอร์น (กิจการที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพียง 8 แห่ง เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่มียูนิคอร์น 12 แห่ง แต่มูลค่าบริษัท FinTech ยูนิคอร์นของจีนขณะนี้ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 96.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เวลานี้บริษัท FinTech ยูนิคอร์นของจีน มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

เจาะลึก “เซินเจิ้น” ยกระดับเป็น “Silicon Valley of Asia”

ที่ผ่านมา เราจะคุ้นเคยกับ “Silicon Valley” เป็นชื่อเรียกการเป็นแหล่งรวมสำนักงานใหญ่บริษัทไอทีและเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Google, Facebook, Apple ตั้งอยู่ในย่านเบย์ แอเรีย ซานฟานซิสโก สหรัฐฯ พื้นที่สำคัญที่ถือเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับสหรัฐ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่า “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ไม่เพียงแต่สหรัฐฯ เท่านั้นที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ผลักดันการพัฒนาของประเทศ เวลานี้ “รัฐบาลจีน” กำลังมุ่งผลักดัน “เซินเจิ้น” เมืองที่มีขนาด 3,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรกว่า 11 ล้านคน ให้เป็น “Silicon Valley of Asia” หรือ “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย” เหตุผลที่จีนเลือก “เซินเจิ้น” ให้เป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

– ในบรรดาเมืองใหญ่ 9 แห่งบริเวณเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล ประกอบด้วย นครกว่างโจว, เมืองเซินเจิ้น, เมืองฝอซาน, เมืองจูไห่, เมืองตงกว่าน, เมืองจงซาน, เมืองเจียงเหมิน, บางส่วนของเมืองจ้าวชิ่ง และบางส่วนของเมืองหุ้ยโจว (ข้อมูลรายชื่อ 9 เมืองจากศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน www.thaibizchina.com) พบว่า “เซินเจิ้น”ป็นเมืองที่มีภาคการผลิตใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าเพิ่มด้านอุตสาหกรรมถึง 719,000 ล้านหยวน อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ และด้านธุรกิจการเงิน

ภูมิศาสตร์ของเมืองเซินเจิ้น มีความสะดวกในการสร้างระบบคมนาคมครบวงจร ทั้งทางอากาศ ถนน และทางน้ำ จึงทำให้เซินเจิ้น เป็นเมืองเศรษฐกิจและการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของจีน โดยมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 4 ในจีน และเป็นอันดับ 2 ของมณฑลกวางตุ้ง รองจากเมืองกวางโจว

เซินเจิ้น เป็นศูนย์กลางของเขตเศรษฐกิจใหม่ (กวางตุ้ง – ฮ่องกง – มาเก๊า) หรือ Greater Bay Area ภายใต้กรอบข้อตกลงเพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างกวางตุ้ง – ฮ่องกง – มาเก๊า โดยภายใต้ปี 2563 ผลิตผลิตทางเศรษบกิจโดยรวมจากเขต Greater Bay Area จะมีขนาดใกล้เคียงกับเขตอ่าวโตเกียว และคาดว่าภายในปี 2573 GDP ของเขต Greater Bay Area จะเท่ากับ 4.62 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคอ่าวที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

รัฐบาลจีนยุค “สี จิ้นผิง” ประกาศนโยบาย “One Belt, One Road” หรือ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” เพื่อเชื่อมต่อการค้าการลงทุน และด้านการเงินระหว่างอาเซียน เอเชีย ยุ