เราควรออกจากงานเมื่อไหร่ บทเรียนจาก “แซมเวล ทาร์ลี่”

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่รู้สึกตื่นเต้นกับงานที่ทำอยู่อีกต่อไป หรือรู้สึกถูกทำให้อยู่ในกรอบ และสิ่งเร้าใหม่ๆ ภายนอกกรอบนั้นกำลังร้องหาคุณอย่างโหยหวน นั่นคงถึงเวลาที่ต้องลาออก Suzy Welch ผู้เขียนหนังสือขายดีและสนับสนุน CNBC กล่าวไว้ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กับกรณีศึกษาของตัวละครในโลกคู่ขนานอีกใบที่ทำให้คนทั้งโลกกรีดร้องอย่าง Game of Thrones บุคคลที่เป็นตัวอย่างของการลาออกในวันนี้คือ Samwell Tarly

ใน ep 5 ของ Season 7 ชื่อตอนว่า “Eastwatch” ซูซี่เห็นด้วยกับแซมในการตัดสินใจออกจากซิทาเดลกลางคันนั่นหมายถึงการละทิ้งความฝันในการได้ขึ้นเป็นเมสเตอร์ โดยเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสิ้นหวังเหลือเกินกับที่นี่คือการที่เหล่าเมสเตอร์ทั้งหลายตัดสินใจเมินเฉยกับจดหมายจากวินเทอร์เฟล ที่แบรนดอน สตาร์ค ส่งมาเตือนเรื่องที่ไวท์วอล์คเกอร์กำลังเดินทัพมาที่กำแพงเพื่อก่อสงคราม

แซมเองในฐานะที่เคยต่อสู้กับไวท์วอล์คเกอร์เข้าใจถึงอันตรายครั้งนี้ดีและพยายามเกลี้ยกล่อมให้เมสเตอร์ทั้งหลายเข้าใจถึงสถานการณ์ เขารู้ดีว่าในเวสเตอรอสคำพูดของเมสเตอร์จากซิทาเดลมีความหมายขนาดไหน จากประโยคที่ว่า “ทุกคนในเวสเตอรอสเคารพท่าน หากท่านแนะนำให้พวกลอร์ดทั้งหลายส่งกำลังคนไปยังแดนเหนือเพื่อปกป้องกำแพง พวกเขาต้องทำตามอย่างแน่นอน”

แซมไม่ใช่คนเกลียดเจ้านายและไม่ใช่ Millenial ผู้เรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมในเวสเตอรอส สิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดคือตั้งใจเรียนรู้และแสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุดรวมทั้งทำตามคำสั่งที่ได้รับ มาถึงซีซันนี้เขาได้ทำการรักษาเซอร์จอร่าห์ มอร์มอนต์ด้วยวิชาขั้นสูงจนหายจากโรคสะเก็ดเทาที่ใกล้จะเอาชีวิตเขาไปเต็มที และแม้จะไม่ได้รับการโปรโมทอะไรเลยจากผลงานดังกล่าว แต่แซมก็ไม่ได้โวยวายและยังตั้งใจทำงานต๊อกต๋อยที่ได้รับต่อไปเช่นเดิม ดังนั้นจากที่เล่ามา เราจะเห็นได้ว่าในเคสแบบนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวลูกน้องแล้วล่ะ

หลังจากเมสเตอร์แห่งซิทาเดลได้ฟังคำเตือนของแซม พวกเขาแค่ยักไหล่ และหัวเราะเยาะคำเตือนเหนือธรรมชาติที่ได้รับ และคิดว่าทั้งหมดเป็นเพียงแผนของแดเนอรีส ทาร์แกเรียน ราชินีมังกร ที่ต้องการเปิดประตูที่จะพิชิตแดนเหนือได้ง่ายขึ้น หัวหน้าของแซมไม่สนใจฟังเขาและไม่เคารพความเห็นของเขาด้วยซ้ำ นั่นทำให้แซมเห็นชัดว่าไม่มีประโยชน์อีกต่อไปที่จะอยู่ที่นี่ต่อ เห็นได้ชัดว่าแซมไม่เชื่อในการตัดสินใจของเหล่าเมสเตอร์อีกต่อไป และเขาก็ทำถูกแล้ว Ebros สารภาพกับคนอื่นๆ ว่าเขาตั้งใจที่จะไม่บอกแซมเรื่องที่พ่อและพี่ชายของแซมถูกแดเนอรีสตัดสินประหารชีวิตให้มังกรเผาจนตายหลังจากแพ้ในการสู้รบและไม่ยอมคุกเข่าเพื่อแลกชีวิต ทั้งๆ ที่เรื่องนี้สำคัญกับแซมทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องทางการเมือง

Graham Betchart นักจิตบำบัดเคยกล่าวไว้ว่า ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนเปิดรับ ซื่อสัตย์ และพร้อมที่จะโอนอ่อน ดังนั้นแม้เมสเตอร์แห่งซิทาเดลจะเป็นปราชญ์ที่คนให้ความเคารพกันทั้งเวสเตอรอส แต่พวกเขาไม่ใช่ผู้นำที่ดี

แซมเข้าใจดีว่ามันราคาที่ต้องจ่ายหากต้องการฝึกฝนความชำนาญ สติปัญญา และประสบการณ์ แต่เขาก็รู้ว่าทุกวินาทีมีค่าในการใช้มันไปเพื่อการต่อสู้กับไวท์วอล์คเกอร์ ไม่ใช่การนั่งแห้งอยู่ที่นี่ จากประโยคที่เขาพูดกับกิลลี่ “ความลับในการเอาชนะไนท์คิงอาจอยู่ในหนังสือซักเล่มบนชั้นฝุ่นเขรอะที่ไม่เคยมีใครสนใจเลยก็ได้”  เขาจึงตัดสินใจว่าออกเดินทางขึ้นเหนือพร้อมม้วนหนังสือเก่าๆ ในมือ เพื่อไปสู้ ซึ่งนั่นน่าจะมีประโยชน์กว่า แม้ว่าจะต้องทิ้งโปรแกรมปริญญาเอกของเขาก็ตาม

Adam Grant ศาสตราจารย์อันดับ 1 ของ  Wharton Business School จะต้องเห็นด้วยกับแซมแน่ๆ เพราะอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า “อย่ายอมแพ้ในคุณค่าของตัวเอง แต่จงเต็มใจที่จะยอมแพ้ในแผนที่วางเอาไว้”

เมื่อแซมไปถึงเขาจะได้เจอกับเพื่อนเก่าอย่างจอนและเซอร์จอร่าห์ พร้อมกับแก๊งค์บอยแบรนด์คนอื่นๆเช่น เดอะฮาวด์ และเกรนดี้ลูกนอกสมรสของคิงโรเบิร์ต บาราเธียน ที่พากันเดินทางไปนอกกำแพงเพื่อจับไวท์วอล์คเกอร์ตัวเป็นๆ มาขอเจรจาสงบศึกชั่วคราวกับเซอร์ซี่ ถ้าพวกเขาทำสำเร็จก็มีหวังว่าอาจจะได้เห็นทัพคนเป็นรวมตัวกันเป็นหนึ่ง (ชั่วคราว) เพื่อสู้กับทัพคนตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้กำแพงเข้าไปทุกที

 

“Eastwatch” มีเรื่องตื่นเต้นทั้งในและนอกกำแพง รวมไปถึงการอกจากซิทาเดลของแซมอาจทำให้ผลลัพธ์ของเรื่องนี้เปลี่ยนไปได้เลย แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่แน่ใจแซมได้ตั้งใจฟังหรือเปล่า คือสิ่งที่กิลลี่อ่านในหนังสือเล่มหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องการแต่งงานของ เรการ์ ทาร์แกเรียนพี่ชายของแดเนอรีส ที่จัดขึ้นที่ Dorne หวังว่าแซมน่าจะได้ฟังกิลลี่ผ่านหูแว้บๆ หรืออาจโชคดีนำหนังสือเล่มนั้นติดมือมาด้วยตอนออกจากซิเทเดล เพื่อบอกความจริงนี้กับจอน เผื่อว่าตัวเอกที่เราเอาใจช่วยคนนี้ จะได้เลิก Knows nothing กับเขาสักที

Source
แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM