Smart Watch Effect นาฬิกาแฟชั่นปรับสู่ Hybrid Watch ได้หมดทั้งฟังก์ชั่นและดีไซน์ 

0

หนึ่งความเคลื่อนไหวที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนในตลาดนาฬิกา จากการเติบโตของกลุ่ม Smart Device ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  แบรนด์นาฬิกาในกลุ่มแฟชั่นหลายรายเริ่มปรับตัว ทั้งเพื่อรักษาตลาด รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการขยายฐานไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ มากขึ้น  

การปรับตัวอย่างหนักของกลุ่มนาฬิกาแฟชั่น เนื่องจากมีระดับราคาใกล้เคียงกับกลุ่ม Smart Watch ที่ประมาณ 5,000 – 20,000 บาท  ขณะที่ตลาดกลุ่มอื่นๆ  ทั้งลักซ์ชัวรี่ หรือไฮเอนด์ จะมีวัตถุประสงค์ในการซื้อที่แตกต่าง ทั้งเพื่อการเก็บสะสม หรือเมื่อต้องออกงานสำคัญ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ถือว่าส่งผลเสียต่อตลาด เพราะไม่ได้เกิดเป็นเส้นแบ่งของสองตลาดที่ต้องมาแข่งเพื่อทดแทนกัน แต่เป็นหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยเสริมให้ตลาดเติบโตได้เพิ่มขึ้น และยังเพิ่มโอกาสให้แบรนด์นาฬิกาขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้ด้วย

นาฬิกาแฟชั่นหลายแบรนด์เริ่มพัฒนาไปสู่  Hybrid Watch ที่ยังคงให้ความสำคัญเรื่องของแฟชั่นและดีไซน์ ซึ่งเป็นคาแร็คเตอร์ที่โดดเด่นของแต่ละแบรนด์ไว้  แต่เพิ่มเติมฟังก์ชั่นให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายมากขึ้น  ทำให้นาฬิกาแฟชั่นสามารถทำงานได้ไม่ต่างจาก Smart Watch โดยเฉพาะในกลุ่มฟอสซิล, อาร์มานี, ไมเคิล คอร์ ที่มี Hybrid Watch ออกมาทำตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดนาฬิกาแฟชั่นเติบโตได้มากขึ้น และยังส่งผลต่อตลาดนาฬิกาในภาพรวมด้วย

ด้าน ชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน  และ จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้าวอทช์ แกลอเรีย  (Watch Galleria) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ปผู้จัดงาน Siam Paragon Watch Expo 2017 มหกรรมแสดงนาฬิการะดับโลกในประเทศไทย และระดับเอเชีย ให้ข้อมูลร่วมกันว่า

“ปีนี้ Smart Watch เป็นที่สนใจมากขึ้น หลายแบรนด์ชั้นนำเริ่มสนใจเซ็กเม้นต์นี้และมีรุ่นมาทำตลาดมากขึ้น ขณะที่ยอดขายเติบโตสอดคล้องตามกำลังซื้อและการเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนชั้นกลาง โดยสัดส่วนนาฬิกา Smart Watch ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยคิดเป็น 15%  นาฬิกาทั่วไป 85%  แนวโน้มเติบโตตามกำลังซื้อคนไทยและภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวประมาณ  3-5%  ขณะที่เทรนด์การเลือกซื้อนาฬิกาจะเน้นโทนสี ฟ้า เขียว และเทา ที่กำลังมาแรง  รวมทั้งนาฬิกาเรือนสตีล ยังคงเป็นดทรนด์ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง ไม่ตกกระแส  เพราะสะท้อนถึงความมั่นคง และมุ่งมั่นปราดเปรียวของผู้สวมใส่”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากบาเซิลเวิลด์  2017 ระบุ ตลาดรวมนาฬิกาประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 45,900 ล้านบาท แบ่งเป็น

ตลาดลักซ์ชัวรี่ (ราคา 500,000 บาทขึ้นไป) 20%  มูลค่า 9,180 ล้านบาท

ตลาดไฮเอ็นด์ (ราคา 100,000– 500,000 บาท) 42.22% มูลค่า 19,379  ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 2%

Middle Market (ราคา 20,000– 100,000 บาท)  22.67 % มูลค่า  10,405  ล้านบาท

ตลาดแฟชั่น เทรนด์  (ราคา 5,000– 20,000 บาท) 15.11 % มูลค่า  6,935 ล้านบาท

ขณะที่ยอดขายนาฬิกาทั่วโลก  มาจากตลาดเอเชียถึง 49%  รองลงมาคือ ยุโรป  36%  ที่เหลือมาจากอเมริกาเหนือ และตลาดอื่น ๆ   ทำให้ตลาดเอเชียเป็นที่สนใจของหลายแบรนด์ และมีการผลิตเพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเอเชีย  โดยเฉพาะชาวจีน  ฮ่องกง และกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศแถบนี้  โดยเฉพาะนาฬิกาสวิสที่มีกลุ่ม Affordable Brand มาทำตลาดมากขึ้น และได้รับการตอบรับที่ดี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมตลาดขยายตัวได้ดี

สำหรับการจัดงาน  Siam Paragon Watch Expo 2017 ในปีนี้ใช้งบ 45 ล้านบาท มีพื้นที่ 1.3 หมื่นตารางเมตร  ระหว่างวันที่  24 ก.ค. – 15 ส.ค. 2560 มีแบรนด์ชั้นนำกว่า 180 แบรนด์ นำเสนอนาฬิกามากกว่า 3 หมื่นเรือน ทั้งในกลุ่ม Masterpiece, Luxury และ Trend ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Legendary Timepieces” เพื่อตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางและจุดหมายปลายทางของแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก พร้อมด้วยโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อทั้งนักช้อปและนักสะสม ด้วย 10 ข้อเสนอสุดพิเศษ และส่วนลดสูงสุดถึง 50% ซึ่งมากกว่าทุกปี จึงเชื่อว่าจะทำให้มีเงินสะพัดภายในงานมากกว่าทุกปี ไม่ต่ำกว่า 360 ล้านบาท โดยระดับราคาที่ผู้บริโภคนิยมอยู่ระหว่าง 50,000 -300,000 บาท สัดส่วนถึง 55%  ส่วนราคาต่ำกว่า 50,000บาท  มีสัดส่วน 25% และราคา  300,000บาทขึ้นไป อยู่ที่ 20%

ด้านภาพรวมแผนกนาฬิกาของกลุ่มเดอะมอลล์ (Watch Galleria) ครึ่งปีแรกเติบโต 4%  และคาดว่าจะสามารถเติบโตในครึ่งปีหลังได้ถึง 10% จากการที่ผู้ประกอบการแบรนด์นาฬิกาชั้นนำทยอยออกคอลเลคชั่นใหม่ รวมถึงการร่วมมือกันของห้าง แบรนด์ และพันธมิตรทำโปรโมชั่น ข้อเสนอ สิทธิประโยชน์พิเศษ อย่างต่อเนื่อง