CEO วัย 27 ปี ‘ขนมคางกุ้ง โอคุสโน่’ สำเร็จได้เพราะ ‘โอกาส’ ที่คนอื่นมองข้าม

0

“แม้จะมองในสิ่งเดียวกัน แต่การมองจากมุมและวิธีคิดที่แตกต่างจากคนอื่น ก็สามารถทำให้เรามองเห็น และสร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไปได้”   

วิธีคิดนี้ถูกพิสูจน์มาตลอดระยะเวลาสองปีครึ่ง จากการตอบรับแบรนด์ขนมน้องใหม่ และถือว่าเป็นความแปลกใหม่ของตลาดสแน็ค ด้วยชื่อเรียกที่สุดแตกต่างว่า ขนมคางกุ้ง ภายใต้แบรนด์ โอคุสโน่ (Okusno) โดยการดูแลของ CEO ที่มีวัยเพียง 27 ปี แต่สามารถขับเคลื่อนและดูแลธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 8 หลัก

แพร –พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ ในฐานะประธานกรรมการผู้บริหาร บริษัท โอคุสโน่ ฟู้ด จำกัด เล่าถึงตัวเองให้ฟังคร่าวๆ ว่า หลังเรียนจบคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีโอกาสได้ทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ ที่ประเทศสโลวีเนีย ซึ่งเมื่อได้ทดลองทำงานจริงๆ ทำให้รู้จักตัวเองได้เร็วขึ้นว่า แท้จริงแล้วไม่ชอบทำงานประจำ เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย จึงตัดสินใจหาธุรกิจของตัวเองทำแทนที่จะไปสมัครงานตามบริษัทต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ แพรทำธุรกิจไอศกรีมสับปะรดในรูปแบบขายส่งให้กับร้านต่างๆ อาทิ ชาบูนางใน และแหลมเจริญ จนสุดท้ายสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองได้สำเร็จจากขนมคางกุ้ง ด้วยแบรนด์ โอคุสโน่ ซึ่งเป็นภาษาสโลวีเนีย  แปลว่า “อร่อย” นั่นเอง

“การมีโอกาสไปสโลวีเนีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราค้นพบตัวเองเร็วขึ้น เพราะหากไม่มีโอกาสได้ไปแต่เลือกทำงานในประเทศไทย วันนี้เราอาจยังไม่รู้ตัวเองและไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ จึงอยากให้ธุรกิจที่สร้างขึ้นมีความเชื่อมโยงกับประเทศนี้ จึงได้นำภาษาสโลวีเนีย ที่มีความหมายเกี่ยวกับของกิน และเป็นความหมายที่ดีมาตั้งเป็นขื่อแบรนด์”

ความสำเร็จของขนมคางกุ้ง โอคุสโน่ ถือเป็นต้นแบบของ SME ในยุค 4.0 ก็ไม่ผิดนัก เพราะฉีกทุกกฎ ไม่ยึดติดตามตำราเดิมๆ เน้นความแปลกและแตกต่างเป็นจุดขายหลัก ตั้งแต่การเลือกโปรดักต์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในท้องตลาด การเลือกใช้แพกเกจขาวๆ คลีนๆ ต่างจากตลาดสแน็คที่มักจะเน้นซองแบบสีสันสะดุดตา รวมทั้งการทำเอง ลุยเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้นสูตร การขอมาตรฐานการผลิตต่างๆ ออกบูธโปรโมทผลิตภัณฑ์ ติดต่อฝ่ายจัดซื้อทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการวางแผนทำตลาดและการขายสินค้าผ่านออนไลน์

เมื่อคิดจะขายของแปลกและแตกต่าง ปัญหาที่พบก็ย่อมมีไม่น้อย และไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งแต่การสื่อสารกับฟาร์มกุ้ง เพื่อขอซื้อวัตถุดิบ ซึ่งก็ไม่มีใครเข้าใจว่าสิ่งที่เธอต้องการนั้นคืออะไร บางคนก็ไม่ขายให้ บางคนก็ให้ส่วนที่เหลือจากการใช้งานของโรงงานกลับมาทั้งหมด ทำให้ต้องมาทำการแยกส่วนที่ต้องการจะใช้เอง

“คำว่า “คางกุ้ง” เป็นคำที่แพรใช้เพื่อสื่อสารให้เข้าใจง่ายที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ต่อจากหัวกุ้ง แต่ช่วงแรกก็ยังไม่มีใครเข้าใจว่าคืออะไร คือส่วนไหนของกุ้ง เพราะไม่มีใครเรียก ไม่มีใครรู้จัก บางคนก็ยกให้แพรทั้งเปลือกทั้งหัว ต้องมานั่งแยกเอาเอง แต่เราก็ต้องอดทนและทำเอง จนเมื่อมีสเกลขยายใหญ่ขึ้น เราจำเป็นต้องใช้ปริมาณที่มากขึ้น ทำเองไม่ทัน แต่โชคดีที่มีผู้ใหญ่ใจดี เป็นเจ้าของโรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร ช่วยแยกเฉพาะส่วนที่เราต้องการให้ ทำให้เราได้วัตถุดิบในปริมาณที่มากพอ และสามารถขยายกำลังผลิตได้เพียงพอ จนมาถึงในจุดนี้ได้”

ไม่ต้องใช้ Passion นำ แค่รู้จักมองหาโอกาส

ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นธุรกิจ แพรยอมรับว่า เธออาจไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจจาก Passion เหมือนหลายๆ คน แต่มาจากการที่ชอบสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และพยายามคิดต่อว่าสิ่งเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง อย่างขนมคางกุ้ง ก็มาจากวันหนึ่งที่รับประทานอาหารกับที่บ้าน แล้วมีกุ้งเป็นหนึ่งเมนูในวันนั้น แต่ทุกคนก็จะกินแต่เนื้อกุ้งและทิ้งส่วนอื่นๆ ไว้ เธอจึงลองหยิบหัวกุ้งขึ้นมาดูและพบว่า มีส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่เปลือกแข็ง น่าจะนำมาต่อยอดทำอะไรได้

แพรและน้องชาย จึงทดลองนำส่วนที่เธอเรียกว่าคางกุ้งนี้ ไปทดลองนึ่ง อบ ปิ้ง ย่าง และทอด เพื่อดูรสชาติและความแตกต่างจากแต่ละกระบวนการที่ได้ จนพบว่าเมื่อนำไปทอดจะให้รสชาติที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องมาหาเคล็ดลับหาวิธีทอดเพื่อให้ไม่อมน้ำมัน และมีรสชาติที่ดีที่สุด กว่าจะสำเร็จได้เป็นสูตรที่ลงตัว แพรบอกว่าต้องทอดกุ้งทิ้งไปถึงสามสี่ร้อยกระทะเลยทีเดียว

ในช่วงแรก แพรเลือกวางขายขนมคางกุ้งที่ร้านกาแฟต่างๆ จนมาวันหนึ่งมีคนติดต่อชวนให้ไปขายในประเทศจีน แต่ต้องได้มาตรฐาน อย. และ GMP ก่อน จึงมีความคิดขยายการผลิตจากทำกันเองในครัวเรือน ไปเช่าโรงงานเพื่อให้กระบวนการผลิตได้ตามมาตรฐาน แต่ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อโรงงานที่ไปเช่าเกิดการทรุดตัว ทำให้เกิดรอยร้าว เสียหาย ไม่สามารถผ่านมาตรฐานต่างๆ ได้ สร้างความเสียหายมากกว่า 2  แสนบาท ขณะที่คนมาติดต่อก็หายตัวไปติดต่อไม่ได้ ถือเป็นความผิดหวังและล้มเหลวที่ค่อนข้างหนักหนาสำหรับเธอ จนมีความคิดว่าจะกลับไปทำงานประจำเหมือนเดิมดีหรือไม่

“ตอนเกิดเรื่องเรากลับมานั่งคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เหมาะกับเราจริงหรือ ทุกอย่างดูยากไปหมด มีแต่ปัญหารอบด้าน แต่ด้วยความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่ทำว่ามีศักยภาพจะไปต่อได้ ทำให้เราเลือกที่จะเดินต่อ และมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้ใหม่ ทำให้รู้เรื่องโครงสร้างอาคารที่ดีต้องเป็นอย่างไร การทำธุรกิจ ทำสัญญาต้องมีลายลักษณ์อักษร และเริ่มปรึกษาผู้ใหญ่มากขึ้น จากที่ในช่วงเริ่มต้นเรากับน้องชายแอบพ่อกับแม่ทำกันเงียบๆ จึงตัดสินใจนำเงินที่ได้คืนจากการชดเชยของทางโรงงานมาลงทุนเพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อ”

ปลุกกระแสตลาด Functional Snack

ด้วยเม็ดเงินเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท แต่สามารถทำให้ธุรกิจมาได้ไกลถึงทุกวันนี้ เพราะความแตกต่างและรสชาติที่ดี ทำให้เวลาไปออกบูธตามงานต่างๆ ก็จะได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นมาเสมอ ประกอบกับจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อมีโอกาสได้ไปออกรายการ SME ตีแตก และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น และยังได้ทุนมาต่อยอดเพิ่มด้วย ทำให้มีหลายห้างติดต่อมาให้นำสินค้าไปวางขายทั้งร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าต่างๆ รวมทั้งตัวแทนจากต่างประเทศ โดยในอนาคตมีแผนขยายตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันส่งออกไปแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ โดยมีประเทศจีนเป็นเป้าหมายต่อไป ด้วยการสร้างแบรนด์ผ่านนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก ทำให้เป็นที่รู้จักและได้รับการตอบรับที่ดีเมื่อนำสินค้าไปวางจำหน่ายในจีน

“อีกหนึ่งความต่างของโอคุสโน่ คือ สามารถทานได้ในหลายโอกาสทั้งทานเล่นเป็นสแน็ค  โรยบนข้าวสวย โจ๊ก ข้าวต้ม อาหารต่างๆ หรือกินเป็นกับแกล้ม รวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับเพราะให้แคลเซียมสูงเทียบเท่านม 2 กล่อง โซเดียมต่ำ และมีไคโตซานที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดี ถือเป็น Functional Snack เป็นสิ่งใหม่และทางเลือกใหม่ของตลาด ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทำให้มีสินค้ากลุ่ม Meat Snack เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม ทั้งแมลงทอดต่างๆ ปู หอย กุ้ง โดยปัจจุบันโอคุสโน่มี 5 รสชาติ ได้แก่ รสดั้งเดิม ต้มยำ แกงเขียวหวาน แกงกะหรี่ญี่ปุ่น และผัดไท ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มแพกเกจจิ้งรุ่นใหม่ในซองสีสะท้อนแสง เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ขายในร้านสะดวกซื้อ ขนาด 17 กรัม ราคา 20 บาท กับช่องทางอื่นๆ ที่มีขนาด 24 กรัม ราคา 25 บาท  ลดปัญหาที่จะทำให้ลูกค้าสับสนเกี่ยวกับขนาดของสินค้าที่มีการทำตลาดอยู่ในขณะนี้ด้วย”

 

นอกจากขนมคางกุ้ง ปัจจุบันโอคุสโน่ได้เพิ่มไลน์โปรดักต์เป็นน้ำพริกขากุ้งเข้ามาอีก 2 รสชาติ เนื่องจากมองเห็น Waste ที่เกิดขึ้นจากการทำขนมคางกุ้ง ที่จะต้องร่อนส่วนของขากุ้งทิ้ง จึงนำมาทำเป็นน้ำพริกเพื่อวางขายในช็อปต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งในอนาคตโอคุสโน่ยังมีแผนขยายโปรดักต์ให้มากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์จากกุ้ง แต่จะเน้นการนำ Waste จากกระบวนการผลิตอาหารต่างๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม

ความท้าทายของธุรกิจโอคุสโน่จากนี้ไป คือ การหาแนวทางการทำตลาดเพื่อให้ขนมคางกุ้งสามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ทำให้ต้องใช้แมสมีเดียมาช่วยเสริมจากสื่อออนไลน์ที่มีความแข็งแรงและเป็นสื่อหลักในการสื่อสารกับผู้บริโภคอยู่แล้ว โดยจะมีการเปิดตัว TVC เร็วๆ นี้  รวมทั้งต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังผลิตให้สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจทั้งจากภายในประเทศรวมทั้งจากประเทศใหม่ๆ จึงเตรียมย้ายโรงงาน เพื่อรองรับแผนการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดในอนาคตอีกด้วย

ด้วยความเป็นเด็กที่ก้าวมาทำธุรกิจซึ่งดูเหมือนจะใหญ่เกินตัว ทำให้หนีไม่พ้นปัญหาคลาสสิกในเรื่องความไม่เชื่อมั่นจากอายุที่ยังน้อย หรือการขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจต่างๆ นานา ปัญหาเหล่านี้ แพรให้คำแนะนำว่า “ความอดทนจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น” ต้องทำความเข้าใจและยอมรับกับเรื่องธรรมชาติเหล่านี้ เลือกที่จะไม่ตอบโต้ แต่ให้พิสูจน์ด้วยการลงมือทำอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง เพื่อให้ผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งเข้ามาช่วยพิสูจน์ความสามารถ และทำให้ทุกคนยอมรับและเชื่อมั่นในตัวเธอได้ดีที่สุดเท่านั้นเอง