บทเรียน SME 101 ธุรกิจจะรุ่ง ต้องมีจิตวิญญาณผู้ประกอบการ-คู่ค้าดี และอย่าอีโก้สูงเมื่อสำเร็จ

ในยุคนี้ หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ หรือ Millennials Generation ต่างฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ยิ่งเห็นผู้ประกอบการธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้หลายคนอยากจะสำเร็จเช่นกัน บางคนเลือกจะเปิดกิจการที่กำลังเป็นกระแสนิยม บางคนเริ่มสร้างธุรกิจจากสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งที่หลงใหล หรือสิ่งที่ตนเองถนัด บ้างก็ประสบความสำเร็จ สามารถขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการ SME หลายราย ไปไม่ถึงจุดหมายที่วางไว้ ต้องเจ็บตัว แบกรับต้นทุนธุรกิจมหาศาล ซ้ำร้ายยังกลายเป็นหนี้สินก้อนใหญ่

โครงการ CPNLead (CPN Entrepreneur Advanced Development) หลักสูตรอบรมธุรกิจโดย CPN จับมือกับศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาบริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมชาติ ได้ถอดบทสรุป 3 กุญแจสำคัญ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ SME สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมั่นคง ประกอบด้วย

1. ผู้ประกอบการต้องมี “Entrepreneurship Spirit” หรือ “จิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ” กล่าวคือ ต้องมี Passion คือ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการมุ่งมั่นลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่เล็กแค่ไหนก็ตาม
ยุคนี้ ประเทศไทยมีธุรกิจ SME รุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย จะพบว่าหลายธุรกิจเริ่มต้นจากความชื่นชอบ ความหลงใหล หรือความถนัดของตนเอง และเรียนรู้ทั้งจากความผิดพลาด และความสำเร็จที่ประสบมา ขณะเดียวกันต้องพยายามมองหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตให้รวดเร็ว

2. ธุรกิจจะโตเร็ว ผู้ประกอบการต้องมี “Product Innovation Development Mindset” ในโลกดิจิทัล เป็นยุคแห่งเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นคนทำธุรกิจ SME ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้กับการทำธุรกิจของตัวเอง เช่น พัฒนาช่องทางการขายออนไลน์ และออฟไลน์ ให้เชื่อมต่อผสานกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างคว ามสะดวกให้กับลูกค้า และเพิ่มโอกาสการขายได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันคำว่า Innovation ในทีนี้ ไม่ได้หมายความถึงเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงการไม่หยุดคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยแนวคิดสร้างความแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในตลาด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

3. การทำธุรกิจวันนี้ ไม่สามารถเดินเดี่ยวได้ ต้องมี “พันธมิตรการค้า” ที่ดี ถือเป็นกุญแจความสำเร็จอันหนึ่งของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็กก็ตาม เพราะการมีพันธมิตรการค้า หรือคู่ค้าที่ดี นั่นเท่ากับเพิ่มโอกาสการเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว ทั้งในด้านรายได้ การขยายตลาด การได้ฐานลูกค้าใหม่ๆ รวมไปถึงการมองเห็นโอกาสทองที่จะขยายธุรกิจมากกว่าที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

กรณีศึกษา “BUN101” ซาลาเปาโฮลวีท แจ้งเกิดเพราะกล้าต่าง!

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราขอยกตัวอย่างถึงผู้ประกอบการรายหนึ่ง ที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ กระทั่งวันนี้ธุรกิจแจ้งเกิดได้สำเร็จ และอยู่ในช่วงเดินหน้าขยายกิจการให้เติบโตยิ่งขึ้น…

“BUN101” ร้านขายอาหารรับประทานง่ายๆ สไตล์เอเชีย ประเภทนึ่ง ตุ๋น และอบ มีเมนูหลักยอดนิยม คือ “ซาลาเปาโฮลวีท” โดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าไปตั้งสาขาในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ได้ ทั้งเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ และ เมกาบางนา ปัจจุบันมีสาขารวม 5 แห่ง ได้แก่ สีลม คอมเพล็กซ์, เซ็นทรัล บางนา, ซูเปอร์มาร์เก็ตท็อปส์ ทองหล่อ, เดอะมอลล์ บางแค, เมกาบางนา และกลางเดือนกันยายนนี้ จะเปิดที่เซ็นทรัล พระราม 3 ขณะที่ในปีหน้าจะรุกขยายสาขาอีกหลายแห่ง

แบรนด์ “BUN101” นับเป็นกรณีศึกษาสำหรับคนที่อยากมีกิจการของตนเอง เพราะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าเส้นทางธุรกิจ ใช่ว่าจะสวยงามเสมอไป หากแต่ต้องผ่านช่วงเวลาล้มลุกคลุกคลานมาก่อน ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เจ้าของธุรกิจต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการที่มี Passion และพร้อมสู้! ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่างจากตลาดได้สำเร็จ

Photo Credit : Facebook BUN101 Wholewheat

จุดเริ่มต้นธุรกิจมาจากสองพี่น้อง “คุณฉัตรชัย – คุณปวีณา วงศ์มหเจริญ” ผู้ร่วมก่อตั้ง มีความคิดอยากเปิดร้านขายติ่มซำ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อครั้งเดินทางไปเซียงไฮ้ และได้รับประทานติ่มซำที่นั่น รู้สึกติดใจ ประกอบกับเห็นว่าอาหารประเภทติ่มซำ เป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงได้ทดลองเปิดร้าน โดยมีคุณปวีณา เป็นคนทำสูตรเอง

แต่ด้วยความที่ คุณฉัตรชัย เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ ขณะที่คุณปวีณา เรียนจบด้านออกแบบ ทั้งคู่ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจอาหารมาก่อน นั่นจึงทำให้วันแรกที่เปิดร้าน ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามที่หมายมั่นไว้!!

“ตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจ เราไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มาก่อน และคิดน้อย เรามีแค่ความตั้งใจว่าจะทำให้ได้ จึงลงมือทำ และหวังว่าจะขายได้ในวันแรก แต่เมื่อเปิดร้านวันแรก ขายไม่ได้อย่างที่คิด ทำให้ช่วงแรกรู้สึกผิดหวังมาก แต่ก็สู้ต่อ ซึ่งกว่าจะมาเป็นซาลาเปาโฮลวีทอย่างทุกวันนี้ เราทำติ่มซำทั่วไป เช่น ซาลาเปา เป็นแป้งขาวเหมือนกับที่อื่นๆ เพราะวันนั้นเราเห็นว่าลูกค้าคุ้นชินกับซาลาเปาแป้งขาว ก็ทำแบบนั้นขาย

หลังจากทำไปได้เดือนหนึ่ง ยอดขายดีขึ้น เราเร่งขยายสาขาร้าน ซึ่งนี่เป็นจุดพลาดของตัวผมเอง รวมถึงหลายๆ คน คือ เกิด Ego ในตัวเองว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะหลังจากเห็นว่าร้านแรกมียอดขายดี ลงทุนเปิดร้านใหม่ทันที ปรากฏว่ายอดขายกลับไม่ดีอย่างที่คาดไว้ ทำให้กลายเป็นต้นทุนทันที เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้มุมมองการทำธุรกิจของเราโตขึ้น มองรอบด้านมากขึ้น และลด Ego ตัวเองไปเยอะ” คุณฉัตรชัย เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจ

คุณฉัตรชัย วงศ์มหเจริญ เจ้าของแบรนด์ ฺBUN101 (Photo Credit : Facebook BUN101 Wholewheat)

หลังจากเปิดร้านติ่มซำมาได้ 3 ปี ได้เกิดจุดเปลี่ยนทางธุรกิจครั้งใหญ่ เมื่อ คุณฉัตรชัย หันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น จึงมองย้อนกลับมายังธุรกิจของตนเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้น ไม่แตกต่าง ไม่โดดเด่นจากคนอื่น และเกิดคำถามว่าทำไมอาหารสุขภาพ ต้องมีแค่อาหารจากชาติตะวันตก เช่น สลัด แซนวิส ?! แล้วทำไมเมนูติ่มซำ อย่างซาลาเปาจะต้องทำแต่แป้งขาว จะพัฒนาให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ไหม ?!

จากคำถามที่เกิดขึ้นในใจนี่เอง ในที่สุดสองพี่น้องตัดสินใจพลิกกระดานธุรกิจ ด้วยการเลิกทำติ่มซำแบบเดิมๆ และรื้อทั้งไส้-แป้งซาลาเปาที่เคยทำขายมาก่อน แล้วหันมาพัฒนาซาลาเปา ที่ทำจากโฮลวีท จนในที่สุด “ซาลาเปาโฮลวีท” ภายใต้แบรนด์ “BUN101” ก็ถือกำเนิดขึ้น ถือว่าเข้ามาในตลาดได้ถูกจังหวะ เนื่องจากทุกวันนี้คนหันมาพิถีพิถันการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้น โดยคนต้องการอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ทำให้หลังจากวางจำหน่ายซาลาเปาโฮลวีท ได้การตอบรับจากลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพ ต่อมาจึงได้ต่อยอดธุรกิจ ไม่จำกัดแค่เป็นแบรนด์ซาลาเปาโฮลวีทเท่านั้น แต่ได้วางคอนเซ็ปต์แบรนด์เป็น “Uplifting Your Asian Comfort Food” โดยวางเป้าหมายต้องการยกระดับอาหารรับประทานง่ายๆ สไตล์เอเชีย ให้เป็นอาหารดีต่อสุขภาพ ที่ได้ทั้งความอุ่นท้อง และอุ่นใจ

Photo Credit : Facebook BUN101 Wholewheat

โดยปัจจุบันแบรนด์ “BUN101” ได้ขยายสินค้าครอบคลุม 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มนึ่ง เช่น ซาลาเปา ขนมจีบ, กลุ่มเมนูตุ๋น เช่น ซุป โจ๊ก และ กลุ่มอบ เช่น ซาลาเปาโฮลวีดอบ ขนมเปี๊ยะ ขนมอบต่างๆ สไตล์เอเชียที่ให้คุณค่าด้านสุขภาพ นอกจากนี้เตรียมวางจำหน่ายขนมหวานสไตล์เอเชีย ที่มีส่วนผสมฟักทอง เต้าหู้ แปะก๊วย เผือก เป็นต้น

ขณะเดียวกันได้ทำ “ครัวกลาง” เพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจากส่วนกลาง กระจายไปยังสาขาต่างๆ นอกจากนี้จับมือกับพันธมิตรธุรกิจ ทั้งศูนย์การค้าต่างๆ ในการเปิดหน้าร้าน และผนึกกับ LINE เปิดให้บริการ Delivery

“โจทย์ของทุกธุรกิจ คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยาก ซึ่งความสำเร็จของ BUN101 คือ มีความจริงใจให้กับลูกค้า เป็นสิ่งที่เน้นตั้งแต่แรกของการเริ่มต้นทำธุรกิจ และเข้าใจ Insight ลูกค้าว่าต้องการอะไร กล้าลงมือทำในสิ่งที่แตกต่าง เพราะถ้าเราไม่ทำสิ่งที่แตกต่างในวันนั้น ก็จะไหลไปตามกระแสน้ำ แต่ในวันที่เราทำในสิ่งที่แตกต่าง แน่นอนว่าต้องอาศัยทั้งความกล้า และความอดทน เพราะเป็นความเสี่ยง เป็นความใหม่ เนื่องจากตลาดไม่คุ้นเคย ต้องใช้เวลาในการสร้าง

ดังนั้นใน 3 – 5 ปีข้างหน้านี้ เราเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้เรามีสินค้าที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่ด้วยแบรนด์เรายังไม่ได้รู้จักในวงกว้าง สเตปต่อไปคือ ต้องขยายสาขา เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักเรามากขึ้น และกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค”

 

Credit Photo (ภาพเปิด, 1) : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand