ดีแทค คว้าคลื่น 2300 MHz ยกระดับเน็ตความเร็วสูง-นักวิเคราะห์ชี้ประมูล 850 & 1800 MHz เดือด!

บมจ. ทีโอทีได้มีจดหมายแจ้งดีแทคได้รับเลือกให้เป็นคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างสัญญาทางธุรกิจ สำหรับให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในไทยที่จะนำเทคโนโลยีการสื่อสารชั้นนำของโลกล่าสุด 4G LTE-TDD มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile broadband) บนคลื่น 2300 MHz อันจะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ  ทั้งนี้ ทีโอทีและดีแทคเชื่อมั่นว่า จะสามารถลงนามในข้อตกลงภายในไตรมาสสี่ปีนี้ สร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ และต่อยอดบริการดิจิทัลแก่ผู้ใช้งาน

- Advertisement -

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที มีมติเห็นชอบให้กลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz  ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอ โดยกลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด จะเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีสถานีฐานจำนวนประมาณ 20,000 กว่าแห่ง ให้ทีโอทีเช่าใช้งาน  โดย บมจ.ทีโอที เป็นผู้บริหารจัดการโครงข่ายสื่อสารไร้สายนี้ด้วยตนเอง และจะให้บริษัทในกลุ่มฯ ใช้บริการ โดย บมจ.ทีโอที จะมีรายได้ ปีละ 4,510 ล้านบาท สำหรับการใช้งานโครงข่ายร้อยละ 60 

ความสำเร็จครั้งนี้ บมจ.ทีโอที ขอขอบคุณรัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การสนับสนุนดีลสำคัญในครั้งนี้  ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามแผนธุรกิจบริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจโดยการพัฒนาบริการด้วยเทคโนโลยีใหม่ 4G LTE-TDD  แล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างคุ้มค่า และเหนืออื่นใด สิ่งสำคัญ คือ การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมนำประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยประเทศไทยจะมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัย ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ก่อให้เกิดการจ้างงาน ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายมนต์ชัย กล่าวเพิ่มว่า การร่วมมือระหว่าง ทีโอที และดีแทค จะนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งของประเทศและของทั้งสองหน่วยงานในการสร้างความเข้มแข็งและเติบโตให้กับทั้งสององค์กร โดย บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz จะขยายโอกาสให้ประชาชนได้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายมากขึ้น และรองรับกับความต้องการในการใช้ ข้อมูล (Data) ขนาดใหญ่ของตลาดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน   ด้วยจุดเด่นของบริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz ซึ่งมีช่องสัญญาณที่กว้างถึง 60 MHz สามารถให้บริการดาวน์โหลดได้ถึง 300Mbps  โดยในอนาคต ทีโอที มีแผนที่จะนำไปขยายเพื่อให้บริการให้พื้นที่ห่างไกลตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ

การให้บริการไร้สายบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ด้วยเทคโนโลยี 4G LTE-TDD เป็นการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยจุดเด่นคือ ผู้ให้บริการมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรสัดส่วนช่วงคลื่นการรับและส่งข้อมูลตามพฤติกรรมการใช้งาน ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักนิยมดาวน์โหลดข้อมูลและวิดีโอ มากกว่าอัปโหลด ด้วยเทคโนโลยี LTE-TDD จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ให้บริการสามารถจัดสรรช่องสัญญาณเพื่อรองรับการดาวน์โหลดให้มากกว่าช่องสัญญาณอัปโหลด หากผู้ใช้งานเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน ผู้ให้บริการก็สามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรช่องสัญญาณได้ตามต้องการ ทั้งนี้ จากรายงานของ GSMA Intelligence ระบุว่า  LTE-TDD เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งตลาดของเทคโนโลยี LTE-TDD จะเพิ่มขึ้นเป็น  22% ของการเชื่อมต่อบนเทคโนโลยี LTE ทั้งหมดทั่วโลกในปี พ.ศ. 2563

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทคเปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างดีแทคและทีโอทีที่จะเปิดให้บริการไร้สาย 4G LTE 2300 MHz บนแถบคลื่นที่กว้างถึง 60MHz ซึ่งเป็นแบนด์วิดท์บนคลื่นความถี่เดียวที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย จะยกระดับประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนโมบายล์บรอดแบนด์ของผู้ใช้งานดิจิทัลไปอีกขั้น และยังเปิดมิติใหม่ในการพัฒนาการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมครั้งใหญ่ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้การใช้งานดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ดีแทคและทีโอทีจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างสัญญาทางธุรกิจ โดยดีแทคเชื่อมั่นว่า ทั้งดีแทคและทีโอทีจะสามารถบรรลุข้อตกลงและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดภายในไตรมาสสี่ของปีนี้

ทั้งนี้  ดีแทคและทีโอทีเมื่อสามารถบรรลุกระบวนการจัดทำร่างสัญญาทางธุรกิจ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยขยายโครงข่ายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ครอบคลุมประชากรร้อยละ 80 ของประเทศ เพื่อสนับสนุนแผนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล รวมทั้งยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ

 

นักวิเคราะห์ ชี้แข่งประมูลคลื่น 850 MHz และ 1800 MHz ในปี 2018 เดือด!

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จัดทำบทวิเคราะห์ “DTAC ได้ไปต่อ คว้าดีลคลื่นความถี่ 2300 MHz”  ที่ชนะการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและผลตอบแทนเพื่อเป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz จำนวนแบนด์วิธ 60 MHz ของทีโอที (TOT) เป็นระยะเวลา 8 ปี โดยเบื้องต้นคู่ค้าต้องขยายโครงข่ายได้ไม่น้อยกว่า 1,800 แห่งภายในปีแรก ครอบคลุมเมืองหลักภายใน 2 ปี และครอบคลุม 80% ของประชากรภายในระยะเวลา 5 ปี

การคว้าคลื่นดังกล่าวส่งผลบวกต่อการดำเนินธุรกิจของ DTAC โดยปัจจุบัน DTAC มีคลื่นความถี่ในครอบครองทั้งสิ้น 50 MHz ขณะที่คลื่นความถี่ราว 35 MHz กำลังจะทยอยหมดอายุสัมปทานลงในปี 2018 ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยการครอบครองคลื่น 2300 MHz จะช่วยคลายความกังวลดังกล่าวลงไป แต่ DTAC ยังคงต้องเผชิญความท้าทายด้านอื่นๆ เช่น การลงทุนขยายอุปกรณ์รับสัญญานที่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเพิ่มเติมราว 1-2 หมื่นล้านบาทและค่าเช่าคลื่นให้ทีโอทีอีก 4,510 ล้านบาทต่อปี รวมถึงความล่าช้าในการเจรจาสัญญา

อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่าการแข่งขันของค่ายมือถือจะไม่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากสภาวะการแข่งขันด้านราคาในปัจจุบันนั้นมีความรุนแรงอยู่แล้ว โดยรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue Per User: ARPU) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเริ่มคงที่ในระดับ 200 บาทซึ่งลดลงจาก 15 ปีก่อนกว่าครึ่ง รวมถึงผู้เล่นรายอื่นมีคลื่นความถี่ในครอบครองที่เพียงพอต่อการให้บริการปัจจุบันราว 55 MHz ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าผู้เล่นจะหันมาแข่งขันในการนำเสนอบริการเสริมแทนที่จะมุ่งเน้นการแข่งขันด้านราคาเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความผูกพันธ์ต่อลูกค้า เช่น บริการด้านบันเทิง บริการคลาวด์ และบริการด้านการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ส่วนการประมูลคลื่นความถี่ 850 MHz และ 1800 MHz ในปี 2018 ยังคงมีแนวโน้มการแข่งขันสูง โดย DTAC ยังคงต้องการคลื่นความถี่ต่ำที่เคยครอบครองเดิมอย่าง 850 MHz ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องการสะสมคลื่นความถี่เพิ่มเพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการ 5G ได้ในอนาคต เนื่องจากมาตรฐานเบื้องต้นของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้กำหนดให้ผู้ที่จะให้บริการ 5G ต้องมีแบนด์วิธอย่างน้อย 100 MHz