“โค้ก” รายได้ลด ประกาศเลิกจ้าง 1,200 ตำแหน่ง พร้อมปรับองค์กรให้กระชับ-ลดค่าใช้จ่าย

0
(Credit : Coca-Cola / Photo by Amy Sparks)

James Quincey ซีอีโอคนใหม่ของ “โคคา-โคลา” รับตำแหน่งต่อจาก Muhtar Kent (มีผล 1 พฤษภาคมนี้) ได้กล่าวว่า บริษัทจะลดการจ้างงาน 1,200 ตำแหน่ง หรือลดลง 20% ซึ่งจะมาจากพนักงาน 5,500 คนทั่วโลกที่ทำงาน หรือรายงานตรงต่อสำนักงานใหญ่ “โคคา-โคลา” ในแอตแลนตา

การใช้นโยบายลดการจ้างงาน เพื่อปรับการดำเนินงานขององค์กรให้กระชับ คล่องตัว และมุ่งโฟกัสมากขึ้น ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดค่าใช้จ่ายในองค์กรให้ได้ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2019 ซึ่งหากย้อนกลับไปใน 2015 “โคคา-โคลา” เคยปลดพนักงานไปแล้ว 1,600 คนทั่วโลก ขณะที่การลดการจ้างงานล่าสุดนี้ บริษัทฯ มองว่าจะทำให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายไป 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน “โคคา-โคลา” มีพนักงานมากกว่า 100,000 คนทั่วโลก ถือว่าลดลงไปมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากก่อนหน้านี้มีพนักงานทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 150,900 คน

เหตุผลที่ “โคคา-โคลา” ต้องใช้นโยบายลดการจ้างงาน เนื่องจากต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่สกุลเงินต่างประเทศอ่อนค่า ทำให้กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท ซึ่งยอดขายของ “โคคา-โคลา” ครึ่งหนึ่งมาจากตลาดต่างประเทศ อีกทั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจในละตินอเมริกา ได้ฉุดการเติบโตของโค้กทั่วโลกในไตรมาสแรกของปีนี้

ประกอบกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มรสชาติหวาน และถึงแม้ “โคคา-โคลา” จะมี Coke Diet ก็ตาม แต่ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์นี้เริ่มอยู่ในสภาวะ Decline เนื่องจากใช้สารให้ความหวาน ผู้บริโภคจึงกังวลว่าจะมีผลต่อสุขภาพ

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ “โคคา-โคลา” วางเป้าหมายลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยขณะนี้ปรับสินค้าในพอร์ตโฟลิโอ มุ่งพัฒนาสินค้าที่ควบคุมปริมาณน้ำตาล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และในหลายประเทศได้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานสุขภาพ พร้อมทั้งขยายสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ภาพลักษณ์และการขับเคลื่อนองค์กรเป็นมากกว่าบริษัทผลิตเครื่องดื่มอัดลม

Credit : The Wall Street Journal

จากปัจจัยความท้าทายดังกล่าว ทำให้ผลประกอบการของ “โคคา-โคลา” ในไตรมาส 1 ของปี 2017 ลดลง 11% อยู่ที่ 9,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะลดลง แต่ยังมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะประมาณ 8,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คงต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากปรับองค์กรให้กระชับ คล่องตัว และลดค่าใช้จ่ายในองค์กรแล้ว พร้อมทั้งปรับสินค้าในพอร์ตโฟลิโอให้ตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น และขยายสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ “โคคา-โคลา” จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับมามีผลประกอบการที่เติบโตสดใสเหมือนในอดีตได้หรือไม่ ?!?

 

Source