
ล่าสุดลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท เปิดตัว “เคเบิ้ลคาร์” ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก เชื่อมฝั่งเจริญกรุง กับมิกซ์ยูสแห่งใหม่ MONA Bangkok เจริญนคร
ปัจจุบัน “เอเชียทีค” มีพื้นที่ขายประมาณ 40,000 ตารางเมตร โดยมีแผนพัฒนาต่อเนื่องทั้งโปรเจกต์รวม 224,000 ตารางเมตร โดยจะค่อยๆ เปิดที่ละส่วน ที่เปิดให้บริการแล้ว เช่น Jurassic World, SkyFlyers ที่เตรียมเปิดตัวคือ Avatar และ Blue Dome โดยมีโครงการอีกหลายหมื่นตารางเมตรที่จะพัฒนาและเปิดตัว
เปิดตัวเคเบิ้ลคาร์ 2,000 ล้าน เชื่อมเจริญกรุง-เจริญนคร
ล่าสุด AWC เปิดตัว World’s First Sustainable Cross-River Themed Cable Car (ธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก) เป็นเคเบิ้ลคาร์แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท
พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility Solution) ด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุดประหยัดพลังงานและได้รับการออกแบบโดยไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงเอเชียทีค เข้ากับโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แห่งใหม่ของ AWC บนถนนเจริญนคร
เคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงรูปแบบหนึ่งของการเดินทาง แต่ออกแบบให้เป็น ศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) ที่เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Journey ด้วยศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม
โดยกำลังศึกษาโมเดลเคเบิ้ลคาร์ 4 เวอร์ชั่น เช่น Zipline แพลตฟอร์ม สำหรับชมวิวรับลมกลางแม่น้ำ แบบที่นั่งแบบปิดหรือเปิดโล่ง หรือ Chairlift เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับนักท่องเที่ยว เคเบิ้ลคาร์มีความสูง 50 เมตร (การพัฒนาจะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์กฎระเบียบภาครัฐ) โดยสรุปโมเดลปีนี้ จากนั้นออกแบบสถาปัตยกรรม ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี
นอกจากนี้ เอเชียทีค ยังมีแผนลงทุนพื้นที่รีเทลเพิ่มเติมตรงลานจอดรถ โซน Jurassic World อีก 4,000 ล้านบาท
เปิดตัวมิกซ์ยูสใหม่ฝั่งเจริญนคร
เคเบิ้ลคาร์จะเชื่อมต่อจากฝั่งเอเชียทีค เจริญกรุง ตรงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสแห่งใหม่ของ AWC บนพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งมีทั้งพิพิธภัณฑ์ โรงแรม และรีเทล (กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบ ยังไม่สรุปงบลงทุน) เพื่อให้เป็นไลฟ์สไตล์ เดทติเนชั่น
ไฮไลต์ของโปรเจกต์นี้ คือ “พิพิธภัณฑ์” เป็นความร่วมมือระหว่าง AWC และ MONA ผู้ก่อตั้ง Museum of Old and New Art ณ เมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย โดย MONA ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมจากทั่วทุกมุมโลกได้ในแต่ละปี
MONA (Museum of Old and New Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (Private Museum) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งโดย David Walsh เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะอันทรงคุณค่า ทั้งศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 ณ ย่านชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย
โดย MONA ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนพื้นที่นำเสนอประสบการณ์การชมพิพิธภัณฑ์ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม และการออกแบบประสบการณ์เข้าด้วยกัน MONA ยังมีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เรียกว่า “The O” มาใช้ในการนำชมแทนการติดป้ายอธิบายผลงานบนผนังแบบดั้งเดิม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถค้นหาความหมายของชิ้นงานศิลปะแต่ละชิ้นได้อย่างเป็นส่วนตัว และสนุกไปกับการสำรวจในแบบฉบับของตัวเอง
MONA ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างสรรค์ “DarkLab” ที่มุ่งพัฒนาและนำเสนอโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี เทศกาล งานบริการ และการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ และอีเวนต์สาธารณะขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์เทศกาล ‘Dark Mofo’ การบริหารจัดการและสร้างสรรค์โปรแกรมการแสดง ณ โรงละคร ‘Odeon Theatre’ ไปจนถึงการพัฒนา ‘In The Hanging Garden’ ศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์กลางเมืองโฮบาร์ตที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี
MONA Bangkok จะนำความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของ MONA มาสู่บริบททางวัฒนธรรมของไทย ที่โครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ เพื่อสะท้อนคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมของประเทศไทยและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ผ่านการแลกเปลี่ยนและการมีส่วนร่วมกับศิลปิน เรื่องราว ผู้ชม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย
ภายใต้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม MONA Bangkok จะเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและต่อยอดศิลปะ ณ กรุงเทพฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ MONA ในรัฐแทสเมเนีย เป้าหมายคือการสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง
“เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” และ “MONA Bangkok” จะร่วมกันสร้างแลนด์มาร์กระดับโลกแห่งใหม่ให้กรุงเทพมหานคร พร้อมกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านศิลปะร่วมสมัยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
คุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่าโครงการสำคัญนี้จะนับเป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ ที่ส่งมอบคุณค่าที่มีความหมายและความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่ผสานนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืนไว้ด้วยกันด้วยความเชื่อมั่นว่า สถาปัตยกรรม และการออกแบบที่ดีสามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสัมผัสและเชื่อมโยงกับคุณค่าและความหมายของพื้นที่
โครงการนี้จึงสะท้อนแนวคิดดังกล่าว ผ่านการผสาน “MONA Bangkok” พื้นที่แห่งศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก เข้ากับ ‘เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเดินทางอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลกความร่วมมือครั้งสำคัญกับ MONA ออสเตรเลียนี้ จะเป็นการร่วมสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน
การเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ระดับโลก
คุณไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า เอเชียทีค เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สำคัญของกรุงเทพฯ และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการพัฒนาเดสติเนชั่นแห่งนี้สู่ระดับโลก เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีค และ MONA Bangkok ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
โครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระดับโลกที่ต่างมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง ทั้งด้านระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ศิลปะ วัฒนธรรม และการพัฒนาเดสติเนชั่น แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมองค์ความรู้เฉพาะทางจากหลากหลายอุตสาหกรรมและจากผู้เชี่ยวชาญในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่ต่างพร้อมร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับกรุงเทพฯ
ด้วยการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ศิลปะอิมเมอร์ซีฟ วัฒนธรรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และความบันเทิงไว้ในพื้นที่เดียว ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน
คุณเดวิด วอลช์ ผู้ก่อตั้ง MONA กล่าวว่า “ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา เราทุ่มเทให้กับการศึกษาและพัฒนาแนวคิดใหม่ในการสร้างประสบการณ์พิพิธภัณฑ์ และความร่วมมือกับ AWC ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ดังกล่าวมาสู่กรุงเทพฯ หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก”
คุณลีห์ คาร์ไมเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DarkLab ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และหัวหน้าโครงการ MONA Bangkok กล่าวว่า MONA Bangkok จะนำความคิดสร้างสรรค์ของ MONA มาตีความใหม่ในบริบทที่ต่างจากเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ดำเนินตามรอยใคร เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ในโฮบาร์ต โดยเราจะนำเสนอผลงานจากศิลปินชั้นนำระดับสากล ควบคู่กับการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินไทย ผู้ชม และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย
ขณะที่แนวคิดเรื่องแสงจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ โดยจะถูกนำมาสำรวจและตีความทั้งในฐานะปรากฏการณ์ทางกายภาพและสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจ ความหวัง และการเชื่อมโยงผู้คน ซึ่งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตและประเพณีทางวัฒนธรรม
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยพลัง มีกลุ่มผู้ชมที่พร้อมเปิดรับ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ AWC ในเมกะโปรเจกต์อันน่าตื่นเต้นนี้”
อ่านเพิ่มเติม






