HomeBrand Move !!จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน บทเรียนธุรกิจ จาก “เนสไลน์” บริษัทนำเข้าขนม ที่พร้อมบุกตลาดสแน็คไทย

จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน บทเรียนธุรกิจ จาก “เนสไลน์” บริษัทนำเข้าขนม ที่พร้อมบุกตลาดสแน็คไทย

แชร์ :


“เนสไลน์” (NEZLINE)
แบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทย กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตามองของตลาดสแน็ค ด้วยการวางตัวเองเป็น “Trendsetter” ที่สร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค ผ่านสินค้าเรือธงอย่างขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง OAT CHOCO ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในตลาด โดยเบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจาก บริษัท ไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ที่เริ่มต้นธุรกิจจากเงินลงทุนเพียง 20,000 บาทในช่วงวิกฤตโควิด-19 ก่อนจะเติบโตสู่ยอดขายกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และตั้งเป้าขยายธุรกิจแตะระดับ 1,000 ล้านบาทภายใน 4 ปีข้างหน้า

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ทำความรู้จัก แบรนด์ NEZLINE

แบรนด์ NEZLINE โดยบริษัท ไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ก่อตั้งจากผู้บริหารรุ่นใหม่ 3 คน ได้แก่ ไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO), อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และ เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจนำเข้าขนมจากต่างประเทศในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมอาหาร แต่เริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายสินค้า Gadget และไอที อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงโควิด-19 บริษัทได้มองหาโอกาสใหม่ในสินค้าที่มีการบริโภคต่อเนื่อง และพบว่าตลาดขนมนำเข้าในไทยยังมีช่องว่าง จึงเริ่มทดลองขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee และ Lazada ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย

หลังจากได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงขยายธุรกิจด้วยการติดต่อโรงงาน OEM ในประเทศจีนด้วยตนเอง แม้ช่วงแรกจะเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพสินค้า แต่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เนสไลน์หันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตมากขึ้น ทั้งด้านวัตถุดิบ รสชาติ และเนื้อสัมผัส โดยสินค้าทุกชิ้นผ่านการรับรองมาตรฐานสำคัญ เช่น อย. HACCP HALAL และ ISO9001 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

พลิกเกม สู่ Modern Trade พร้อมแผนมาร์เก็ตติ้ง 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตคือสินค้าเรือธง OAT CHOCO ซึ่งสามารถสร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในปี 2023 อย่างไรก็ตาม บริษัทก็เผชิญบทเรียนจากการไม่ได้จดเครื่องหมายการค้าในช่วงแรก ทำให้เกิดคู่แข่งจำนวนมากในตลาด ก่อนจะปรับกลยุทธ์ด้วยการจด trademark สำหรับสินค้าใหม่ เช่น NOUGATTO และสินค้าอื่นๆ

ในด้านช่องทางจัดจำหน่าย เนสไลน์เริ่มต้นจากการขายออนไลน์เป็นหลัก ก่อนจะขยายสู่ตลาดออฟไลน์ผ่านการร่วมมือกับ distributor อย่าง PENS Marketing & Distribution ส่งผลให้สินค้ากระจายสู่โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าทั่วประเทศกว่า 22,000 แห่ง ปัจจุบันยอดขายออฟไลน์คิดเป็น 70% ของรายได้รวม โดยมีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานในเขตเมือง

สร้างแบรนด์ดิ้งบน TikTok เจาะกลุ่มเป้าหมาย Gen Z  

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการสร้างทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์คอนเทนต์ผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และกระตุ้นยอดขาย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่ม Brand Awareness และ Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นถึง 37% จากราคาวัตถุดิบที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก ทำให้ต้องปรับแผนโลจิสติกส์และพยายามตรึงราคาสินค้าเพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค

ในเชิงกลยุทธ์สินค้า เนสไลน์เลือกใช้แนวคิด “ขายทุกไซซ์” โดยนำเสนอสินค้าหลากหลายขนาดและราคา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และกระตุ้นการซื้อซ้ำ พร้อมใช้แนวคิด “ขนมแบ่งปัน” ผ่านสินค้าแบบ multi-piece ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่

ปัจจุบัน เนสไลน์กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการดำเนินธุรกิจ โดยยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5-10 SKU และปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ด้วยเป้าหมายสู่การเป็นแบรนด์ที่ไม่ใช่เพียงผู้นำเข้าขนม แต่เป็น Trendsetter ที่สร้างตัวเลือกใหม่ให้กับตลาดสแน็คไทยในระยะยาว


แชร์ :

You may also like