SNNP เทรดวันแรก ราคาเหนือจอง 29.35% ตั้งเป้า 5 ปี โต 2 เท่า รายได้แตะ 8,000 ล้านบาท

snnp set

บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP ผู้ผลิตเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว แบรนด์ เจเล่ เบนโตะ โลตัสขาไก่ เมจิกฟาร์ม และเครื่องดื่มอควาวิตซ์ เปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรก (20 ก.ค.2564) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ราคา 11.90 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 29.35% จากราคาจองซื้อ IPO ที่หุ้นละ 9.20 บาท ภายใต้แผนธุรกิจ 5 ปี ผลักดันรายได้ 8,000 ล้านบาท

- Advertisement -

คุณวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทได้นำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยใช้ชื่อย่อว่า SNNP

เชื่อว่าด้วยศักยภาพของบริษัทจะช่วยสนับสนุนให้ SNNP เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน จากแผนธุรกิจที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวแห่งอาเซียน ตั้งเป้าหมายมีรายได้แตะ 8,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 หรือมีอัตราการเติบโต 2 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ SNNP มีแผนสร้างรากฐานการผลิตและระบบจัดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ โดยในประเทศไทยจะลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์โรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ส่วนการลงทุนในต่างประเทศนั้นจะลงทุนผ่านบริษัทย่อยทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม ปัจจุบันโรงงานในกัมพูชาได้เริ่มดำเนินการเชิงพานิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์ประเภทขนมปังขึ้นรูปและขนมปังแท่ง ผลิตภัณฑ์เยลลี่พร้อมดื่มและเยลลี่คาราจีแนน และผลิตภัณฑ์ปลาหมึกอบ ปลาหมึกเส้นและปลาเส้น ในประเทศเวียดนาม เพื่อเป็นฐานการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนแผนการดำเนินงานจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รองรับเทรนด์ของผู้บริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากกัญชงและกัญชา และการต่อยอดแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด อาทิ เจเล่ เบนโตะ โลตัสขาไก่ เมจิกฟาร์ม และเครื่องดื่มอควาวิตซ์ เป็นต้น ทั้งด้านรสชาติ ขนาดและราคา ให้เหมาะกับความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ (Localization) เพื่อเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลาย

“เราเป็นหนึ่งในผู้สร้างเทรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของไทย ด้วยแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย การมีฐานการผลิตและระบบจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม สามารถรองรับความต้องการของตลาดที่มีประชากรกว่า 250 ล้านคน และยังเป็นฐานส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ จากในปัจจุบันที่ส่งออกกว่า 35 ประเทศทั่วโลก จะช่วยให้ SNNP ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในสเต็ปต่อไป”