
แอชตัน อโศก มีจำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 668 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 5,653 ล้านบาท หรือ 87% ปัจจุบันมีจำนวนยูนิตคงเหลือ 115 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 828 ล้านบาท หรือ 13%
ประเด็นคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างแอชตันอโศก
– ประเด็นสำคัญที่ศาลวินิจฉัย คือ ที่ดินทางเข้า-ออกอาคารแอชตัน อโศก เป็นที่ดินของ รฟม. มาจากการเวนคืน จึงไม่อาจนำมาให้เอกชนใช้ในการประกอบการได้
– เมื่อไม่สามารถนำที่ดินทางเข้า-ออกมาใช้ได้ ดังนั้นการที่หน่วยงานของรัฐ (กทม.) ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร จึงขัดกับ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่อาคารสูงต้องมีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร
– ส่งผลให้ใบอนุญาตก่อสร้าง “แอชตัน อโศก” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุด จึงยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ให้ “เพิกถอน” คำสั่งอนุญาตก่อสร้างอาคารแอชตัน อโศก โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกใบอนุญาต
กทม.เปิดทางแอชตันอโศกยื่นขออนุญาตก่อสร้างใหม่ใน 30 วัน
คุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย คุณวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้ากรณี แอชตัน อโศก ดังนี้
– ภายในวันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม 2566 กทม. โดยสำนักงานเขตวัฒนา จะส่งหนังสือตามคำสั่งศาล ยกเลิกหนังสือแจ้งก่อสร้างอาคารแอชตัน อโศก
– อนันดา เจ้าของโครงการ มีเวลา 30 วัน เพื่อยื่นหนังสือแจ้งขออนุญาตก่อสร้างใหม่ ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
– ตามหนังสือยื่นขออนุญาตก่อสร้างใหม่นี้ อนันดา ต้องมีรายละเอียดการแก้ไขปรับปรุงทางเข้า-ออกอาคาร ให้ถูกต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร คือ ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร พร้อมกำหนดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา เบื้องต้น กทม.ให้เวลา 30 วัน ตามกฎหมาย (สามารถขยายเวลาได้ตามเหตุอันสมควร)
ลุ้นแก้ไขทางเข้าออกถนนสุขุมวิท19-อโศก
การแก้ไขทางเข้าออกอาคารแอชตัน อโศก ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร คือทางเข้าออกขนาด 12 เมตร ติดถนนสาธารณะขนาดกว้าง 18 เมตร
สำหรับถนนสาธารณะกว้าง 18 เมตร มี 2 ถนน คือ ถนนอโศก และ ถนนสุขุมวิท 19
โดยถนนสุขุมวิท 19 กทม.ระบุตามข้อมูลระวางที่ดินมีขนาดถนนกว้าง 20.5 เมตร (รวมคูคลอง) แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน กทม. จะมีการวัดขนาดถนนสุขุมวิท 19 ใหม่อีกครั้ง หากแอชตัน อโศก ยื่นแก้ไขทางเข้าออกทางโดยใช้ถนนสุขุมวิท 19
แต่หากเจ้าของโครงการแอชตัน อโศก ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ตามขั้นตอนต่อไปก็จะต้องใช้มาตรา 42 ของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร คือรื้อถอนอาคาร
“เจตนารมณ์กฎหมายเปิดทางให้แก้ไขได้ ขั้นตอนการดำเนินการขณะนี้ ยังไปไม่ถึงจุดนั้น(รื้ออาคาร) เรื่องนี้ไม่มีการเอื้อประโยชน์ใดๆ ให้เอกชน แต่เป็นการดำเนินการตามคำพิพากษา ลูกบ้านไม่ต้องกังวล เพราะไม่มีแนวคิดขณะนี้ว่าต้องทุบอาคารทิ้ง” คุณชัชชาติ กล่าว
กทม.ทักท้วงยื่นแจ้งก่อสร้าง-เปิดใช้อาคาร
รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าวว่าโครงการแอชตัน อโศก แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ เรื่องการยื่นแจ้งเพื่อขออนุญาตก่อสร้าง กับเรื่องการขอใบรับรองดัดแปลงอาคาร โดยบริษัทอนันดาเจ้าของโครงการแอชตัน ยื่นแจ้งก่อสร้างครั้งแรกเมื่อปี 2558 ซึ่ง กทม.มีหนังสือทักท้วงไป จากนั้นมีการยื่นแจ้งก่อสร้างต่อมาอีกรวม 3 ครั้ง กทม. ก็มีหนังสือทักท้วงไปตลอด จนกระทั่งมีการฟ้องเป็นคดีกันในปี 2558
หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะต้องมีการยื่นขอเปิดอาคาร ทางแอชตัน ได้ยื่นขอมาในเมื่อปี 2560 ซึ่ง กทม. ก็ทักท้วงไปเนื่องจากยังมีคดีเรื่องทางเข้า-ออก ซึ่งไม่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ โดยแอชตัน ได้ยื่นอุทธรณ์ไปที่กรรมการควบคุมอาคาร จนกรรมการอุทธรณ์ พิจารณาเห็นว่า กทม. ควรออกใบรับแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคารฯให้
ทางสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร จึงออกใบรับแจ้งฯ ให้แบบมีเงื่อนไข โดยระบุว่า เรื่องที่ดินที่ตั้งโครงการซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ที่มีผู้ฟ้องคดีกรณีโครงการใช้ที่ดินของรฟม. ผ่านเข้า-ออก นั้น หากศาลมีคำพิพากษาสิ้นสุดแล้ว ผลพิจารณาทำให้อาคารดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ผู้ได้ใบรับรองจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตนเองและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งต้องดำเนินการแก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารต่อไป
ลูกบ้านจ่อฟ้องค่าเสียหาย 5,000 ล้านบาท
ฝั่งผู้ซื้อคอนโด “แอชตัน อโศก” โดยตัวแทนนิติบุคคลอาคารชุด แอชตัน อโศก พร้อมทนายความ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้ บริษัทอนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด เจ้าของโครงการแอชตัน อโศก แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง
คุณพิสุทธิ์ รักวงษ์ ทนายความของนิติบุคคลและลูกบ้านแอชตัน อโศก ได้เรียกร้องให้อนันดา แสดงความรับผิดชอบในการดูแลลูกบ้าน ตามที่เคยยื่นข้อเสนอไปเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา และล่าสุดได้ยื่นข้อเสนอเดิมอีกครั้งหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา
โดยขอให้อนันดา เยียวยาความเสียหาย หากไม่สามารถแก้ปัญหาแอชตัน อโศกได้ และต้องรื้อถอนอาคาร ขอให้ลูกบ้านได้สิทธิ์ย้ายหรือเปลี่ยนไปอยู่โครงการอื่นๆ ของอนันดา ขอเงินคืนกรณีที่มีลูกบ้านไม่อยากอยู่กับโครงการอนันดาแล้ว โดยขอให้อนันดาสร้างความมั่นใจให้ลูกบ้านด้วยการลงนามในหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่ทางอนันดาไม่ได้เซ็นหนังสือดังกล่าว
ล่าสุดอนันดา ออกแถลงการณ์ระบุว่าลูกค้าที่ซื้อและทำสัญญา ได้รับทราบสถานะเกี่ยวกับคดี ซึ่งฝั่งลูกบ้านยืนยันว่าไม่เคยทราบในขณะที่มีการซื้อขายห้องชุดกับทางโครงการ
ดังนั้นหากท้ายสุด อนันดา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางเข้าออกอาคารใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ และต้องรื้ออาคาร ฝั่งลูกบ้านจะฟ้องคดีแพ่งกับอนันดา เรียกค่าเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท รวมถึงเตรียมฟ้องคดีอาญาด้วย
สถานการณ์ขณะนี้จึงเรียกร้องให้ อนันดาแสดงความรับผิดชอบ และมาเจรจากับลูกบ้านภายใน 7 วัน นับจากวันนี้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน
อ่านเพิ่มเติม






