Canva แพลตฟอร์มด้านการออกแบบกราฟิกออนไลน์ชื่อดังจากออสเตรเลีย ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อพนักงาน 1,271 คน หรือคิดเป็นประมาณ 22% ของพนักงานทั่วโลก นับเป็นการปรับลดกำลังคนครั้งสำคัญของบริษัท ท่ามกลางความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว ต้นทุนการพัฒนา AI ที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาดเครื่องมือเพื่อการออกแบบที่รุนแรงขึ้น
การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นการประกาศของ Melanie Perkins ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Canva ที่ได้แจ้งต่อพนักงาน โดยยอมรับว่าปี 2026 เป็นปีที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจาก Canva กำลังเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีจากหลายปัจจัย
รายได้ชะลอตัวและต้นทุน AI เพิ่มขึ้น
ปัจจัยแรกคืออัตราการเติบโตของธุรกิจ หลังจาก Canva มีการเติบโตต่อเนื่องมาหลายปี โดยรายงานของ TechCrunch ระบุว่า บริษัทปรับลดประมาณการการเติบโตของรายได้จาก 30% เหลือ 20% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนการให้บริการ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น
แม้ Canva จะเดินหน้าพัฒนาฟีเจอร์ AI เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับแพลตฟอร์มในชื่อ Craft แต่การให้บริการเครื่องมือ AI แก่ผู้ใช้งานจำนวนมากย่อมมาพร้อมต้นทุนด้านการประมวลผล โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ใช้งานฟรีจำนวนมากเข้ามาใช้บริการด้วย
ขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องมือด้านการออกแบบก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ Canva มีคู่แข่งเป็นเจ้าตลาดซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบกราฟิกโดยตรง แต่ปัจจุบัน Canva เจอคู่แข่งจากทุกทิศ โดยเฉพาะเครื่องมือ AI ที่สามารถสร้างภาพ งานนำเสนอ และคอนเทนต์ได้โดยตรง เช่น ChatGPT และ Gemini ทำให้พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคมีโอกาสเปลี่ยนไปจากเดิม
อีกหนึ่งแรงกดดันคือการประเมินมูลค่าบริษัท โดยมีรายงานว่า T. Rowe Price ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนของ Canva ได้ปรับลดมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่ลง 20% ส่งผลให้มูลค่าบริษัทตามการประเมินดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 30,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026 ลดลงจากมูลค่าประเมินประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อต้นปี
ปรับองค์กรใหม่ ลดลำดับชั้น เน้นทีมขนาดเล็กและทำงานคล่องตัว
เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับโครงสร้างจึงเกิดขึ้นตามมา โดยจะส่งผลกระทบต่อพนักงาน 1,271 คน หรือประมาณ 22% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้าง ไม่ได้หมายความว่าพนักงานทั้งหมดจะถูกเลิกจ้าง เพราะยังมีบางส่วนอาจต้องเปลี่ยนตำแหน่ง และสถานที่ทำงานแทน
นอกจากการปรับจำนวนพนักงาน Canva ยังเตรียมเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในองค์กร โดยรวมทีม Product, Growth และ Platform เข้าด้วยกัน เพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน และเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมด้วย
Melanie เรียกแนวทางดังกล่าวว่า “Refound Canva” หรือการกลับไปสร้าง Canva ขึ้นมาใหม่ โดยต้องการให้บริษัทกลับไปมีวัฒนธรรมการทำงานแบบทีมเล็กที่มีความคล่องตัวเหมือนช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 พนักงานที่ทำงานแบบ Hybrid ส่วนใหญ่จะต้องเข้าออฟฟิศประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์ และบริษัทจะให้ซิดนีย์เป็นศูนย์กลางหลักของทีมผลิตภัณฑ์
เปิดแพ็กเกจช่วยเหลือพนักงานสุดฮีลใจ เงินชดเชยขั้นต่ำ 6 เดือน
สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้าง Canva เสนอแพ็กเกจช่วยเหลือ โดยมีเงินชดเชยขั้นต่ำเทียบเท่าเงินเดือน 6 เดือน พร้อมอนุญาตให้พนักงานเก็บ MacBook ที่บริษัทจัดหาให้ไว้ใช้งานต่อ รวมถึงมอบสิทธิ์ LinkedIn Premium เป็นเวลา 12 เดือน เพื่อช่วยในการหางานใหม่และสร้างเครือข่ายทางอาชีพ
นอกจากนี้ ยังมีการต่ออายุประกันสุขภาพอีก 12 เดือนในประเทศที่มีสวัสดิการดังกล่าว และมีการเปิดตัวกองทุนรวม Canva ซึ่งจะให้ทุนสูงถึง 10,000 เหรียญสหรัฐสําหรับพนักงานที่ต้องการก่อตั้งสตาร์ทอัพหรือกิจการใหม่ด้วย
ทั้งนี้ Canva เป็นบริษัทเทคโนโลยีรายล่าสุดที่ประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ โดยก่อนหน้านี้มีบริษัท Atlassian ที่ประกาศ ลดพนักงาน 1,600 คนในเดือนกุมภาพันธ์ ตามด้วย Block ของ Jack Dorsey ที่ปรับลดพนักงาน 4,000 คน ในเดือนเมษายน และล่าสุดคือ Microsoft เสนอการเลิกจ้างโดยสมัครใจให้กับพนักงาน 60,000 คน
กรณีของ Canva จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของธุรกิจเทคโนโลยี Software as a Service (SaaS) ในยุค AI ที่แม้การนำ AI มาใช้จะช่วยเพิ่มความสามารถของผลิตภัณฑ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเติบโตได้โดยไม่มีต้นทุนหรือแรงกดดันตามมา ซึ่งกรณีของ Canva เอง ก็อาจอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนทั้งโมเดลธุรกิจ โครงสร้างต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันอีกครั้งก็เป็นได้





