ไม่เฉพาะภาคธุรกิจที่กำลังต่อสู้ และหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อความอยู่รอด เพราะในประเทศอย่างญี่ปุ่น พบว่า “วัด” ก็กำลังเผชิญสถานการณ์นี้อยู่เช่นกัน โดยรายงานจาก The Japan Times ระบุว่า วัดหลายแห่งในญี่ปุ่นเริ่มหันมาบริหารเงินบริจาคผ่านการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ศรัทธาที่ลดลง และรายได้จากการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เริ่มหดตัว
หนึ่งในตัวอย่างคือวัด Kongo-ji ในฮอกไกโดที่ต้องเผชิญกับภาระค่าซ่อมแซมอาคารอายุกว่าร้อยปีด้วยงบประมาณหลายสิบล้านเยน ขณะที่เงินบริจาคจากชุมชนไม่เพียงพอเหมือนในอดีต หลวงพ่อ Koukyo Yoneta แห่งวัดดังกล่าวจึงได้เลือกเส้นทางใหม่ด้วยการนำเงินทำบุญไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ของญี่ปุ่น และหุ้น BYD และ Hyundai และพบว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี พอร์ตลงทุนของวัดสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี และทำให้วัดมีเงินมากพอสำหรับการซ่อมแซม (25 ล้านเยน) รวมถึงมีเงินเหลือสำหรับการรีโนเวทพื้นที่อื่น ๆ ด้วย และหลวงพ่อยังระบุว่า รู้สึกขอบคุณมากที่การลงทุนประสบความสำเร็จด้วยดี (หลวงพ่อ Koukyo Yoneta มีความรู้ด้านการเงิน และเคยทำงานอยู่ใน Daiwa Securities Group มาก่อน)
กระนั้น ปัญหาเรื่องการขาดแคลนเงินสำหรับบริหารจัดการวัดก็เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ โดยปัจจัยสำคัญมีตั้งแต่กลุ่มผู้สูงอายุที่ศรัทธนาในพุทธศาสนาได้เสียชีวิตลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นที่เคยเป็นฐานสำคัญของวัดค่อย ๆ หดตัวลง และพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้หลักของวัดก็ลดลงตามจำนวนประชากรในพื้นที่
ข้อมูลจากการสำรวจโดยกลุ่มพุทธศาสนา Jodo Shinshu Hongwanji-ha ในวัด 7,000 แห่งเมื่อปี 2021 พบว่า มีวัดประมาณครึ่งหนึ่งของการสำรวจที่มีรายได้น้อยกว่า 4 ล้านเยนต่อปี และยังพบว่า หลังการระบาดของ Covid-19 ผู้คนเริ่มใช้จ่ายน้อยลงกับพิธีกรรมงานศพ ซึ่งแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี วัดบางแห่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวก็สามารถเก็บค่าเข้าชมได้ แต่วัดอีกจำนวนมาก ไม่มีรายได้ในจุดนี้
ในทางกลับกัน วัดยังมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งเพื่อดูแลอาคารเก่าแก่ จ่ายค่าบำรุงรักษา และประกอบกิจกรรมทางศาสนาเพื่อให้วัดยังเป็นที่ยึดโยงของชุมชน การปล่อยให้เงินบริจาคอยู่ในบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำจึงกลายเป็นความเสี่ยงของวัดมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับวัดญี่ปุ่นครั้งนี้จึงอาจเป็นภาพสะท้อนอีกภาพหนึ่งที่องค์กรแบบดั้งเดิมทั่วโลกกำลังเผชิญ ซึ่งการที่วัดสามารถบริหารเงินได้อย่างมืออาชีพ อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในวันนี้ก็เป็นได้
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับวัดญี่ปุ่นยังชวนให้มองย้อนกลับมายังประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะหากโจทย์ของญี่ปุ่นคือการหารายได้เพื่อรักษาวัดและกิจกรรมทางศาสนาให้คงอยู่ต่อไป โจทย์ของวัดไทยอาจเป็นคนละแบบ เพราะวัดจำนวนไม่น้อยยังคงได้รับเงินบริจาคเข้ามามากมาย โดยเฉพาะวัดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องโชคลาภ ความสำเร็จ หรือการเสริมดวง ซึ่งสิ่งที่วัดเหล่านี้ต้องบริหารจัดการอาจไม่ใช่เรื่องการหาเงินเข้าวัด หากแต่เป็นเรื่องของความโปร่งใส และการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเหมาะสมตามเจตนาของผู้บริจาคนั่นเอง





