เมื่อครั้งที่ ChatGPT เปิดตัวในช่วงปลายปี 2022 ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคธุรกิจ และวงการคอนเทนต์ต่างตื่นเต้นกับศักยภาพของมันกันยกใหญ่ ที่ AI สามารถเขียนบทความ สร้างภาพ วางแผนการตลาด หรือแม้แต่ตอบคำถามลูกค้าได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าความตื่นเต้นที่เคยมีนั้นกำลังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายจากการเสพคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI มากเกินไปเสียแล้ว
ย่อหน้าข้างต้นมาจากการวิเคราะห์ของ TRG Datacenters ซึ่งตรวจสอบโพสต์ต่าง ๆ จากชุมชนออนไลน์มากกว่า 7 แห่ง และพบว่า ความสนใจของผู้ใช้งานที่มีต่อคอนเทนต์ AI กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2026 มีผู้ใช้เพียง 19% เท่านั้นที่ยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้นกับ AI (ลดลงจาก 50% ในปี 2024)
นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังระบุว่า ฟีดของพวกเขาในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Instagram, Pinterest และ YouTube เต็มไปด้วยภาพและเนื้อหาที่สร้างจาก AI มากขึ้นเรื่อย ๆ
หนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คือ คำว่า “AI Slop” ศัพท์ใหม่ที่ถูกใช้แพร่หลายบนโลกออนไลน์เพื่อเรียกคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยเบื้องหลังของคำว่า AI Slop ก็คือ แม้จะเป็นคอนเทนต์ที่ใช้ภาษาได้อย่างลื่นไหล ดูเป็นมืออาชีพ แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบว่า มีบางจุดไม่สมเหตุสมผล และขาดความเป็นมนุษย์อยู่พอสมควร ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ใช้งานจะเริ่มเอียน แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลเองก็เริ่มส่งสัญญาณว่าปัญหานี้กำลังรุนแรงขึ้น
LinkedIn สร้างปุ่ม Seem Like AI Slop
สำหรับ LinkedIn ที่ออกตัวแรงสุดกับปรากฏการณ์นี้ พบว่ามีการเปิดตัวปุ่ม Seems Like AI Slop เพื่อให้ผู้ใช้กดรายงานโพสต์ที่ดูเหมือนถูกสร้างด้วย AI โดย Hari Srinivasan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ LinkedIn ยอมรับว่า AI Slop กลายเป็นประเด็นสำคัญของแพลตฟอร์ม เนื่องจากผู้คนเข้ามาใช้งาน LinkedIn เพราะต้องการรับฟังมุมมอง ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากคนจริง ๆ ไม่ใช่ข้อความที่ถูกผลิตซ้ำจากโมเดล AI
LinkedIn เผยด้วยว่า เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดใช้งาน มีผู้ใช้กดรายงาน AI Slop มากกว่า 1 ล้านครั้ง นอกจากนี้ LinkedIn ยังระบุด้วยว่าคอนเทนต์ที่ระบบมองว่าเป็น AI Slop มียอดการมองเห็นลดลงราว 40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
เมื่ออินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่ “คล้ายกันไปหมด”
นอกจากนี้ ปัญหาของ AI Slop ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของการใช้ภาษาหรือการเรียบเรียงแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันยังทำให้เนื้อหาที่สร้างออกมานั้นเหมือน ๆ กันไปหมด ซึ่ง LinkedIn มองว่า ทำให้เสน่ห์ของบทสนทนาออนไลน์ลดลง
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า AI กำลังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Sea of Sameness” หรือมหาสมุทรแห่งความเหมือนกัน เพราะทุกคนใช้เครื่องมือชุดเดียวกัน อ้างอิงข้อมูลคล้ายกัน และสร้างเนื้อหาในรูปแบบเดียวกัน จนยากที่ผู้อ่านจะรู้สึกว่ากำลังอ่านเรื่องราวจากคนจริง ๆ ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคเริ่มพัฒนาสัญชาตญาณใหม่ในการแยกแยะคอนเทนต์ AI แม้จะไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจุดไหนถูกสร้างโดย AI ก็ตาม
จากตื่นเต้นกับ AI สู่การ “ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น”
ผลกระทบที่ใหญ่กว่าความเอียน คือเรื่องของ “ความน่าเชื่อถือ” รายงานด้านแบรนด์และการสื่อสารหลายฉบับพบว่าผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมีอาการ AI Credibility Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจากการไม่แน่ใจว่าอะไรจริง อะไรถูกสร้างขึ้นมา ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อข้อมูลออนไลน์ลดลง
ปรากฏการณ์นี้เริ่มลุกลามไปไกลกว่าบทความหรือโพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดย WIRED รายงานว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามแม้กระทั่งภาพสัตว์น่ารัก คลิปช่วยเหลือสัตว์ หรือภาพสัตว์สูญหาย เพราะไม่แน่ใจว่าภาพเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือถูกสร้างด้วย AI ส่งผลให้ความไว้วางใจต่อคอนเทนต์ออนไลน์โดยรวมลดลง
แม้แต่บริษัท AI ก็เริ่มบ่นเรื่อง AI Slop
ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ เสียงวิจารณ์ AI Slop ไม่ได้มาจากคนนอกวงการเท่านั้น เพราะ Ryan Roslansky ผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft และ LinkedIn ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของพนักงานที่ส่งงานซึ่งสร้างจาก AI มาให้เขา โดยเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น Doom Loop หรือวงจรอันตราย เพราะทำให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ลดลงเรื่อย ๆ (ที่สำคัญ Brad Smith ประธานบริษัท Microsoft ก็กด Like ให้กับโพสต์นี้ด้วย)
ยุคต่อไปเราอาจต้องแข่งกันด้วย “ความเป็นมนุษย์”
หากช่วงปี 2023-2025 เป็นยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันว่าใครใช้ AI ได้มากกว่า ปี 2026 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการพิสูจน์ว่าใครสามารถรักษา “ความเป็นมนุษย์” เอาไว้ได้ดีกว่า
เพราะในโลกที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้างบทความ ภาพ หรือวิดีโอด้วย AI ได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ อาจไม่ใช่คอนเทนต์ แต่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และความรู้สึกที่มาจากมนุษย์จริง ๆ และนั่นอาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของแบรนด์ นักการตลาด รวมถึงสื่อมวลชนในยุค AI ก็เป็นได้






