ตลาดร้านอาหารมูลค่าหลานแสนล้านบาทเมืองไทยยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด MAGURO Group สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ กางแผนรุกตลาดอาหารไทยเต็มสูบเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “หลาย” (Laii) นำเสนออาหารอีสานร่วมสมัยรสชาติต้นตำรับ หลังซุ่มทำ R&D นานกว่า 2 ปี ชูจุดขาย “Premium yet Accessible” วัตถุดิบระดับโลกในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมนวัตกรรมเตาอบถ่าน Kopa จากเยอรมนี มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารครบวงจร
คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้นำในธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียม เปิดเผยถึงก้าวสำคัญในการขยายอาณาจักรว่า บริษัทพร้อมแล้วที่จะรุกเข้าสู่ตลาดอาหารไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุดภายใต้ ชื่อ “หลาย” (Laii) ในรูปแบบ Authentic Isan Comfort ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
โดยชื่อ “หลาย” มาจากคำสั้น ๆ ในภาษาอีสานที่แปลว่า “มาก” หรือ “เยอะ” แต่สำหรับแบรนด์แล้ว คำนี้สื่อถึงความรู้สึกที่มากพอจนอยากส่งต่อ ทั้งความใส่ใจในวัตถุดิบ รสชาติที่มีมิติทั้งแซ่บ นัว หอม กลมกล่อม เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหาร และการต้อนรับแบบอีสานที่จริงใจ โดยแบรนด์เชื่อว่าความแท้ (Authenticity) ของอาหารอีสานไม่ได้อยู่ที่สูตรดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตและแบ่งปันอาหารร่วมกัน “หลาย” จึงนำหัวใจของครัวอีสานมาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัย เคารพต้นตำรับ แต่เล่าใหม่ให้เข้าถึงง่ายขึ้น
ขยายพอร์ตใหม่ผ่านกลยุทธ์ Diversification จาก Japanese Premium สู่ Isan Modern
การขยายตัวเข้าสู่เซกเมนต์อาหารอีสานครั้งนี้คือหนึ่งในแผนงานสำคัญที่ทางแบรนด์วางแผนและทำวิจัย (R&D) มาอย่างเข้มข้นกว่า 2 ปี โดย MAGURO เล็งเห็นว่าอาหารอีสานคือหนึ่งในเมนูยอดนิยมที่สุดของคนไทย (Mass Appeal) แต่ยังมีช่องว่างในตลาด (Market Gap) สำหรับร้านที่ให้ความสำคัญกับทั้ง “รสชาติต้นตำรับ” และ “คุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียม” ในราคาที่คุ้มค่า

กุ้งแม่น้ำย่าง และ เหลาซีฟู้ด
“เราไม่ได้มองตัวเองแค่ผู้นำอาหารญี่ปุ่นหรือเกาหลีอีกต่อไป แต่ MAGURO Group กำลังเติบโตสู่การเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารที่ครบวงจร การเปิดแบรนด์ ‘หลาย’ คือการนำ DNA ความพิถีพิถันแบบ MAGURO มาถ่ายทอดผ่านครัวอีสาน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกินที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มออฟฟิศที่ต้องการอาหารจานเดี่ยว ไปจนถึงการสังสรรค์ในครอบครัว”
โดยเลือกเปิดตัวสาขาแรกในวันที่ 1 กันยายน 2569 นี้ ที่โครงการ Nirvana PORCH กรุงเทพกรีฑา ในรูปแบบ Collaborative Dining ร่วมกับร้าน CouCou โดยทั้งสองแบรนด์จะใช้พื้นที่ร่วมกันแต่แยกครัวปรุงอาหารอย่างอิสระ เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย (Multi-Cuisine Experience) ให้กับลูกค้าในที่เดียว
ชูไฮไลต์ Authentic Isan Comfort มาพร้อมอาหารจานเดียว ราคาเริ่มต้น 99 บาท
ร้าน “หลาย” (Laii) มาพร้อมจุดเด่นที่รสชาติอีสานแท้จัดจ้านที่เข้าถึงง่าย ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบแท้และเครื่องเทศดั้งเดิมตามสูตรต้นตำรับอาหารอีสาน นำมาใส่ในเมนูที่คุ้นเคย อาทิ ส้มตำ ลาบ น้ำตก ยำ ต้มแซ่บ ย่าง และอาหารทะเลย่างอย่างกุ้งแม่น้ำย่าง โดยราคาส้มตำเริ่มต้นที่ 79 บาท วางตำแหน่งเป็นตัวเลือก Comfort Food ที่คุ้นเคยและมั่นใจได้ในทุกคำ อีกทั้งยังมีอาหารจานเดี่ยวเปิดตัวเริ่มต้นที่ 99 บาท

ไก่ย่างหนังกรอบ , ส้มตำหลวงพระบาง และ ข้าวเหนียวแสงแรก
โดยเมนูไฮไลท์ คือ ข้าวผัดพริกขี้หนูคอหมูย่าง ภายใต้แนวคิด Premium yet Accessible ท่ามกลางบรรยากาศที่สบายทันสมัย ในราคาที่เข้าถึงได้แม้ใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศ กลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยว ในทุกช่วงเวลาของสัปดาห์

ข้าวผัดพริกขี้หนูคอหมูย่าง
ด้านวัตถุดิบ “หลาย” ให้ความสำคัญกับความพรีเมียมในทุกรายละเอียด ตั้งแต่น้ำปลาร้าสูตรเฉพาะ ,มะละกอแขกดำคัดพิเศษ ไปจนถึงเนื้อหลากหลายทั้งวากิวไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และเมนูแจ่วฮ้อนหมู ราคาเริ่มต้น 399 บาท

แจ่วฮ้อนหมู
ในด้านกรรมวิธี “หลาย” ใช้เตาถ่าน Kopa Charcoal Oven ระบบปิดจากเยอรมนี ที่ใช้ถ่านไม้ 100% ช่วยเก็บความชุ่มฉ่ำและกลิ่นหอมเฉพาะตัว พร้อมกรรมวิธีที่พิถีพิถัน อาทิ คอหมูย่างที่หมักนานถึง 4 ชั่วโมง ลิ้นวัวซูวีนานถึง 16 ชั่วโมง ต้มขมตุ๋นเครื่องในนาน 6 ชั่วโมง และแจ่วฮ้อนที่เคี่ยวน้ำซุปอย่างพิถีพิถัน
รวมถึงเทคนิคเตรียมเนื้อเฉพาะของ “หลาย” ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Dry Aging เพื่อรสชาติเข้มข้นและเนื้อสัมผัสที่ดียิ่งขึ้น และอีกไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือเมนูสุดหายากอย่างข้าวเหนียวแสงแรก ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธุ์ข้าวเหนียวพื้นเมืองระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก ทั้งในแง่ของแหล่งปลูก และคุณภาพของเมล็ดข้าว ทำให้สัมผัส นุ่ม เหนียว เด้ง เมล็ดข้าวเรียวยาว สวยงาม
นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจานเดี่ยวหลากหลายเมนูสำหรับลูกค้าที่ต้องการทานในเวลาจำกัด ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าออฟฟิศที่ต้องการทานแบบจานเดี่ยว ไปจนถึงเมนูอย่างกุ้งแม่น้ำและต้มยำที่เหมาะกับการรับประทานแบบครอบครัว
ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่น่าจับตากับการรุกเข้าสู่ตลาดอาหารอีสานครั้งแรกของอีกหนึ่งเครือร้านอาหารอย่าง MAGURO Group




