KT OPTIC เผยคนไทยเผชิญปัญหาทางสายตาเร็วและรุนแรงขึ้น พบเด็กไทยมีปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี ตามรอยวิกฤตสายตาในจีน เหตุจากหน้าจอมือถือ การเรียนออนไลน์และโซเชียลมีเดีย พร้อมเตือนภัยเงียบจาก PM 2.5 และอากาศร้อน ทำคนไทยเสี่ยง “ตาแห้ง” เรื้อรังแต่ขาดการป้องกัน
คุณชัชวาลย์ ปิยะวัจนานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ KT OPTIC กล่าวถึงแนวโน้มตลาดแว่นตาและปัญหาสายตาของคนไทยในปัจจุบันว่าประเทศไทยกำลังเดินตามรอยประเทศจีนซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเด็กสายตาสั้นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถึงขั้นมีการออกกฎหมายควบคุมการใช้หน้าจอ เนื่องจากในห้องเรียนปกติมีเด็กที่ต้องใส่แว่นสูงถึง 70-80% สำหรับประเทศไทย
ข้อมูลสถิติพบว่าจากเดิมที่ปัญหาสายตาจะเริ่มปรากฏชัดในช่วงอายุ 30 ปลายๆ หรือ 40 ปี แต่ปัจจุบันเด็กไทยเพียง อายุ 11-12 ปี (ระดับชั้น ป.6) ก็เริ่มมีปัญหาสายตาสั้นถาวรและต้องใส่แว่นแล้ว โดยสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากการเสพสื่อโซเชียลมีเดีย การเรียนออนไลน์ และการใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าในอดีต
นอกจากแสงจากหน้าจอแล้ว “สภาวะแวดล้อม” เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 มลภาวะ และสภาพอากาศที่ร้อนจัดในประเทศไทย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการ “ตาแห้ง” เนื่องจากน้ำตาหล่อเลี้ยงตาไม่ทัน ซึ่งหากปล่อยไว้จะนำไปสู่การระคายเคือง กระจกตาอักเสบ หรืออาการทางตาอื่นๆ ที่รุนแรงกว่าเดิม
“ในยุโรปคนตระหนักเรื่องการใส่แว่นกันแดดเพื่อป้องกันตาสูงถึง 50% แต่คนไทยมีการตระหนักเรื่องนี้เพียง 15% ทั้งที่เราอยู่ในประเทศเขตร้อนและมีฝุ่นเยอะ แว่นกันแดดจึงไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น แต่คืออุปกรณ์สำคัญในการป้องกันสุขภาพตาในระยะยาว” คุณชัชวาลย์กล่าว
ทั้งนี้เพื่อรับมือกับเทรนด์สุขภาพสายตาที่แย่ลง KT OPTIC ได้ปรับแนวคิดการดำเนินธุรกิจจากการเน้นขายแว่นเพื่อแก้ไขปัญหา (Treatment) มาเป็นการ “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา” (Prevention) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ตรวจสุขภาพตาเบื้องต้นที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของโรคตาได้ถึง 13 โรค เช่น ความดันลูกตาผิดปกติ เบาหวานขึ้นตา หรือต้อหิน เพื่อให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ปกครองสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่จะสายเกินไป
พลิกโฉม สาขา Fashion Island สู่ Vision & Eyewear Destination’
ล่าสุดได้ทุ่มงบปรับโฉมใหม่ศูนย์จำหน่ายแว่นตา KT OPTIC (เคที ออพติค) สาขา Fashion Island (แฟชั่นไอส์แลนด์) พื้นที่กว่า 180 ตารางเมตร เป็นสาขาแรกที่ ปรับรูปแบบจากร้านแว่นตา สู่ ‘Vision & Eyewear Destination’ ให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของการดูแลสายตาและแฟชั่นแว่นตา มีเครื่องมือวัดสายตาระดับสากลครบชุดจาก ZEISS และตรวจสุขภาพสายตาด้วย Airdoc AI นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษากับลูกค้าทุกคนด้วย ถือเป็นโฉมใหม่ที่ทุกคนรอคอย เพราะมีครบจบในที่เดียว และเป็น Professional Lab ที่รวมนวัตกรรม เทคโนโลยี และแฟชั่นแว่นตาไว้ในที่เดียว ไม่ใช่แค่ร้านขายแว่นตา
ทั้งนี้เพื่อรองรับลูกค้าฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก หลังพบโอกาสในการทำตลาด เนื่องจากในย่านดังกล่าวมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ประกอบกับเป็นประตูสู่จังหวัดภาคตะวันออกของประเทศด้วย คาดว่าสาขานี้จะเป็นสาขาที่ทำรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท และเป็นสาขาที่ทำรายได้หลักติด 1 ใน 5 ของจำนวนสาขาที่มีอยู่กว่า 140 สาขาทั่วประเทศแน่นอน
นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายเพื่อผลักดันยอดรายได้รวมของ KT OPTIC สิ้นปี 2569 แตะ 850 ล้านบาท เติบโตกว่า 5 % เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ทำได้ 800 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกิจแฟชั่น แม้จะอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ธุรกิจร้านแว่นตาในปัจจุบันถือว่าเป็นธุรกิจที่ยังมีศักยภาพเติบโต และการแข่งขันเปลี่ยนจากการ “ขายแว่น” ไปสู่การ “ขายประสบการณ์และบริการด้านสายตา” มากขึ้น
“การแข่งขันในตลาด ปัจจุบันแข่งกันที่ “การบริการ” มากกว่า “ราคา” ขณะที่อดีตแข่งขันกันที่รายการโปรโมชั่น ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เลือกจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากดีไซน์ ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ การรับประกัน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจร้านแว่นตากำลังเปลี่ยนจากธุรกิจค้าปลีก ไปสู่ธุรกิจสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และแฟชั่น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวจะไม่ใช่ร้านที่ขายแว่นตาได้ในราคาถูกที่สุด แต่เป็นร้านที่สร้างความเชื่อมั่นเรื่องการดูแลสายตา ควบคู่กับการมอบประสบการณ์การเลือกแว่นตา ที่ตอบโจทย์บุคลิกและไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากกว่า”







