ตลาดสินค้าแบรนด์เนมหรูในไทย ยังคงเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าถึงแบรนด์หรูมากขึ้น จากการเข้ามาเปิดตลาดของแบรนด์ดังมากมาย ตลอดจนคนรุ่นใหม่ที่เลือกซื้อแบรนด์เนมเพื่อบ่งบอกสถานะทางสังคมมากขึ้น ปัจจุบันตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 6-7% ต่อปี
ความหอมหวานของตลาดนี้สะท้อนได้จากการที่ยักษ์ใหญ่ลักชัวร์รี่ระดับโลกอย่าง LVMH ทุ่มเม็ดเงินลงทุนในไทยอย่างเต็มสูบต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ส่งผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์รวมแบรนด์เนมทุกแบรนด์ในโลก รวมถึงการเปิดคาเฟ่แบรนด์หรูในไทยเป็นประเทศที่ 3 ของโลก
คุณปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) กล่าวว่า เทรนด์การเลือกซื้อสินค้าหรูในไทยเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่กลุ่มคนที่ซื้อแบรนด์เนมหรูได้จะต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นปี มีสถานะทางการเงิน อาชีพที่มั่นคง
แต่ปัจจุบันอายุ 20 ปี ก็สามารถซื้อแบรนด์เนมได้แล้ว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ปัจจุบันนี้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง และมีรายได้เยอะขึ้น ประกอบกับคนกลุ่มนี้ต้องการสร้างตัวตนมากขึ้นเลยซื้อเพื่อสร้างสถานะทางการเงิน ตลอดจนสถานะทางสังคมมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มอาชีพหน้าใหม่ที่เข้ามามีผลต่อการเติบโตในตลาดแบรนด์หรูคือ กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และ พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ที่กลายมาเป็นลูกค้าสำคัญกลุ่มใหม่
“เนื่องจากเด็กยุคนี้ทำธุรกิจเป็นของตัวเอง มีรายได้สูงขึ้นจากอาชีพใหม่ๆ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ (กลุ่ม New Money) ซึ่งยินดีที่จะจ่ายเพื่อสร้างตัวตนและสะท้อนสถานะทางการเงิน ทำให้ตลาดแบรนด์เนมหรูในไทยมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง”
ขณะที่แบรนด์ยอดนิยมที่ครองใจคน Top 3 ใน 3 กลุ่มหลักที่คนไทยเลือกซื้อได้แก่
- กระเป๋าหรู : Chanel,Hermès ,Louis Vuitton ,Gucci
- นาฬิกาหรู : Rolex , Richard Mille,Audemars Piguet
- เครื่องประดับหรู : Bvlgari ,Cartier,Tiffany & Co.
“บ้าน-รถ-มือถือ” ก็ผ่อนได้ถึงคิว “แบรนด์เนม” ก็ต้องมีผ่อนบ้าง
หากมองย้อนมายังพฤติกรรรมของลูกค้าในตลาดแบรนด์เนมหรูปัจจุบัน พบว่า นอกจากเรื่องของซื้อสินค้าเพื่อการ “ลงทุน” แล้ว การซื้อเพื่อ “แสดงสถานะ” ทางสังคมคืออีกหนึ่งปัจจัยในการซื้อสินค้าหรูของคนรุ่นใหม่ แต่ว่า Pain Point ของคนรุ่นใหม่คือ “ใจมันรักแต่เงินสดไม่อำนวย” หรือต้องการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน จึงเป็นที่มาของ “Brandname Money” (บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด) ผู้ดำเนินธุรกิจบริการขายฝากและสินเชื่อแบรนด์เนมแห่งเดียวในไทยและแห่งแรกของโลก ที่เข้ามาแก้ Pain Point ให้ทุกคนเอื้อมถึงสินค้าลักชัวร์รี่ได้ง่ายขึ้น
เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมพบว่า เหตุผลในการเลือกซื้อ 70-80% เกิดจากความต้องการมีแบรนด์เนมในชีวิตสักชิ้น แต่ที่ผ่านมาอาจรู้สึกไกลตัวหรือเข้าถึงยาก ยิ่งในกลุ่มสินค้าลักชัวร์รี่ที่มีความต้องการสูง ลูกค้ามักต้องรอคิวจากช็อป ในบางจังหวะที่โอกาสซื้อเข้ามาแต่สภาพคล่องไม่พร้อม หรือวงเงินบัตรเครดิตเต็ม การมีทางเลือกด้านสินเชื่อจึงเข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด
ชู 3 โมเดล รับอินไซต์คนไทย ตัวช่วยเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนม
คุณปพน กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการตอบโจทย์อินไซต์คนรุ่นใหม่ ตลอดจนคนยุคปัจจุบัน โดยบริษัทได้เปิดบริการต่างๆออกมารองรับลูกค้าผ่านโมเดลสินเชื่อ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
- สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป): ตกลงซื้อวันนี้ สามารถรับของไปใช้ได้ทันที เป็นเจ้าเดียวในไทยและในโลก
- สินเชื่อผ่อนจบ-รับของ: รับสินค้าเมื่อผ่อนชำระครบตามสัญญา
- บริการขายฝาก: รูปแบบการรับจำนำโดยคิดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด
“สินเชื่อ ของ Brandname Money เพราะวางเงินดาวน์เพียง 30-50% ก็สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมในช็อปได้แล้ว ขณะที่ยังมีเงินสดไว้ใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็น นอกจากนี้ สินค้าลักชัวรี่ มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผู้ซื้อต้องรอคิวจากทางแบรนด์ หรือทาง Shop บางครั้งโอกาสซื้ออาจเข้ามา ในขณะที่ผู้ซื้อไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ส่วนบัตรเครดิตก็มีข้อจำกัดด้านวงเงิน และดอกเบี้ยที่แพงกว่ามาก”
ทั้งนี้ พบข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า บริการสินเชื่อเช่าแบรนด์เนม ซื้อทั้ง “ผ่อนไป-ใช้ไป และ สินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” มีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะการซื้อสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งในช็อป รวมทั้งสินค้าในตลาดรีเซล ทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ากว่า 53 ล้านบาท สูงกว่าสินเชื่อเช่าซื้อทั้งปี 68 ที่มีมูลค่ารวม 25.5ล้านบาท ถือว่าเติบโตขึ้นโดดเด่นอย่างมาก ขณะที่สินเชื่อขายฝากหรือรับจำนำยังคงเติบโตได้ตามปกติ
“บ้านก็ผ่อนได้ รถก็ผ่อนได้ และทุกวันนี้คนที่ถือไอโฟนเครื่องละ 7 หมื่นบาทได้คือคนรุ่นใหม่ เพราะคือเครื่องบ่งบอกสถานะทางการเงิน การที่ Brandname Money เข้ามา คือตัวช่วยที่ทำให้เข้าถึงของแบรนด์เนมได้ง่ายขึ้น”
พร้อมกันนี้ยังเปิดบริการ Personal Assistant (PA) เพื่อให้บริการลูกค้าเป็นพิเศษ ทั้งบริการให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา และดำเนินการด้านสินเชื่อ โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน และให้บริการถึง Shop หรือร้านค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัว และยังมีโครงการ Agent หรือเอเจ้นต์ “เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้” สำหรับผู้ที่รักสินค้าแบรนด์เนมและอยู่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการมีรายได้เสริม เพียงแนะนำลูกค้ามาขอสินเชื่อกับ Brandname Money ทางเรามีค่าตอบแทนให้ เพียงแต่เข้ามาสมัครลงทะเบียนร่วมเป็น Agent กับบริษัท
“แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังไม่ดีมากนัก แต่ความต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บุคคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ รวมทั้งซื้อเพื่อเป็นของขวัญของรางวัลให้กับตัวเองและคนที่รัก แต่ลูกค้าอาจไม่ต้องการใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมด จึงมาใช้บริการที่เรามากขึ้น”
ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของ Brandname Money ประกอบไปด้วยลูกค้าอายุระหว่าง 30-40 ปี 50% , อายุ 40-50 ปี 30% และ อายุ 22-30 ปี สัดส่วน 20% ซื้อสินค้าราคาเฉลี่ยระหว่าง 1-3 แสนบาท และกู้วงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 8.5 ล้านบาท โดยบริษัทวางเป้าหมายในปี 2569 นี้ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านบาท ขยายตัวจากสิ้นปี 2568 เท่าตัวหรือเติบโต 100% จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อ 200 ล้านบาท ขณะที่หนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL ยังคงเป็น 0% เนื่องจากมีการพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยง Risk Management อยู่เสมอ โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ ที่ใช้ระบบอนุมัติสินเชื่อเฉพาะตัว






