HomeSponsoredเจาะกลยุทธ์ One Size Fits One : “บาร์บีคิวพลาซ่า” สู้สงครามราคาด้วยการเข้าใจลูกค้าทุก Persona

เจาะกลยุทธ์ One Size Fits One : “บาร์บีคิวพลาซ่า” สู้สงครามราคาด้วยการเข้าใจลูกค้าทุก Persona

แชร์ :

ตลอดช่วง 2 ปีผ่านมา ธุรกิจร้านอาหารแข่งขันกันดุเดือด โดยเฉพาะร้านสุกี้ ซึ่งใช้ “ราคา” เป็นอาวุธ จนบางแบรนด์รายได้โต แต่กำไรลดลง สงครามที่เกิดขึ้น ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เล่นในร้านอาหารประเภทเดียวกัน แต่ร้านอาหารประเภทอื่นๆ ก็โดนผลกระทบไปด้วย เพราะสินค้าอาหารสามารถทดแทนกันได้ ยิ่งผู้บริโภคปัจจุบันมีความต้องการหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ก่อนหน้านี้ ตลาดร้านอาหารก็แข่งเดือด จากผู้เล่นมากหน้าหลายตา ทั้งประเภทปิ้งย่าง ชาบู หมูกระทะ อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น ไม่ว่าแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่แข่งกันดุเดือด และมักใช้กลยุทธ์ “ราคา” เป็นอาวุธหลัก โดยเฉพาะ ราคาบุฟเฟต์ไม่เว้นกระทั่งแบรนด์ใหญ่ เพราะผู้บริโภคได้รับผลกระทบจาก​ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง อะไรประหยัดได้ก็เลือกไว้ก่อน ต้องรัดเข็มขัด เลือกอาหารที่ราคาย่อมเยาลงมา หรือกินแล้วคุ้มค่า

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

จาก One Size Fits All สู่ One Size Fits One

บาร์บีคิวพลาซ่า แบรนด์ร้านปิ้งย่าง อายุ 39 ปี ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามราคา และการแข่งขันรุนแรง ไม่ต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบว่า ผู้บริโภคไม่ได้มีความต้องการแบบเดียวตลอดเวลา คนคนเดียวกันอาจเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องการมื้อกลางวันที่รวดเร็วในวันทำงาน แต่กลายเป็นพ่อแม่ที่กำลังมองหาร้านอาหารสำหรับครอบครัวในวันหยุด หรือแม้แต่กลุ่มเพื่อนที่ต้องการใช้เวลาพบปะสังสรรค์ในช่วงค่ำ ทำให้แนวคิดเดิมแบบ One Size Fits All เริ่มไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป จึงกลายเป็นที่มาของแนวคิดใหม่ One Size Fits One กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจและรับมือกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงคุณเรืองชาย สุพรรณพงษ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติองค์กร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เล่าว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นความยากลำบากในธุรกิจร้านอาหาร มีร้านอาหารเกิดขึ้นมากมาย เกิดเซ็กเมนต์ใหม่ๆ สิ่งที่บาร์บีคิวพลาซ่าทำเพื่อรับมือกับสถานการณ์ คือการใช้ “เกมมนุษย์” จากความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกๆ Persona เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งพบว่า ในหนึ่งคนจะมี Persona แตกต่างตามสถานการณ์และโมเมนต์ จึงมีความต้องการแตกต่างกัน

ปรับ 4 โมเดลร้านรับ Persona ลูกค้าที่แตกต่างกลยุทธ์ One Size Fits One เรื่องแรก คือ Multi Model ด้วยการปรับรูปแบบร้าน จากเดิมมีเพียง 1 โมเดล ก็เพิ่มเป็น 4 โมเดล ที่แตกต่างกันเพื่อรองรับกับ Persona ของลูกค้ามีอารมณ์และโมเมนต์แตกต่างกัน

1. Beyond Model

ร้านเรือธงมาตรฐาน ขนาด 150 ตร.ม.ขึ้นไป จับตลาดกลุ่มครอบครัวโดยเฉพาะ ด้วยรูปแบบการออกแบบโต๊ะที่กว้างขึ้น มีเมนูครบและหลากหลายรองรับทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก ใช้งบลงทุนประมาณ 8-10 ล้านบาทต่อสาขา

2. Easy Model

รูปแบบร้านจับตลาดกลุ่มคนทำงาน ต้องการกินเร็วและกินคนเดียวได้ พร้อมเสิร์ฟเมนูเซตที่เลือกได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ออกแบบเพื่อตอบโจทย์มื้อปิ้งย่างของคนเดียว มาพร้อมโต๊ะเดี่ยว เตาส่วนตัว โดยรูปแบบร้านมีขนาดพื้นที่เพียง 85 ตร.ม. ใช้งบลงทุนประมาณ 4-5 ล้านบาทต่อสาขา

3. Smart Model

โมเดลร้านขนาดพื้นที่ 120 ตร.ม. ลดจากไซส์ปกติลงมา ทำให้สามารถเจาะเข้าไปยังห้างขนาดเล็ก คอมมูนิตี้มอลล์ในระดับชุมชนได้มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ใช้งบลงทุน 5-6 ล้านบาทต่อสาขา

4. Late Night Model

ร้านเปิดให้บริการถึงตี 2 หรือตี 5 และหลังเวลา 21.00 น. เปิดบริการบุฟเฟต์ราคาเริ่มต้น 459 บาท มีเพิ่มเมนูของทานเล่นและเนื้อวัว เพื่อเจาะกลุ่มคนนอนดึก เป็นโมเดลที่เกิดจากการค้นพบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมออกมาทานอาหารช่วงดึกมากขึ้น จากการปรับบางสาขาเป็นโมเดลนี้ พบว่าสามารถทำยอดขาย​เพิ่มขึ้น 20-30%

“สมการธุรกิจของเรา คือ เล่นเกมที่เราถนัด คู่แข่งทำยาก และลูกค้าต้องการ ที่ผ่านมาเราถนัดเรื่องหมูมากๆ แต่วันนี้ลูกค้ามีความต้องการมากขึ้น จากการสังเกตลูกค้าเปลี่ยนไปแล้ว และเราได้เปลี่ยนตาม ทดลองทำมา 1 ปี ผ่านโมเดลร้านบ้าง โปรโมชันบ้าง ซึ่งมันได้ผล รายได้ไตรมาสแรกปีนี้ สูงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา จากการทำตัวเองให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น” คุณเรืองชาย เล่าถึงแนวคิดและวิธีการทำธุรกิจปรับเมนูครั้งใหญ่รอบ 39 ปี เพิ่มเนื้อวากิว-ซีฟู้ด

เรื่องต่อมา คือ Menu Vision 2026 ด้วยการปรับเพิ่มเมนูเนื้อวากิวและซีฟู้ด จากความเข้าใจใน “เกมมนุษย์” พบว่า ลูกค้ามีความชอบหลากหลาย และเทรนด์การกินเนื้อวัวเพิ่มมากขึ้น สิ่งยืนยัน คือ

– การทดลองออกโปรโมชันซีฟู้ดพรีเมียม “เซตซีฟู้ด GON ซัดคลื่น” ช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเกินเป้าหมาย จากที่ตั้งเป้าไว้ 100% ผลตอบรับได้มากกว่า 110% เกือบ 120%

– ข้อมูลการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยอยู่ที่ 260,000 ตันต่อปี แต่กำลังการผลิตในประเทศทำได้เพียง 220,000 ตัน ทำให้การนำเข้าเนื้อวัวของไทยสูงถึง 10-15% ในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นิยมเนื้อวัวมากขึ้น​

การปรับเมนูครั้งใหญ่รอบ 39 ปี ครั้งนี้ บาร์บีคิวพลาซ่า คาดหวังจะสร้างภาพจำใหม่ จาก “ร้านปิ้งย่างสำหรับคนรักหมู” สู่ “ร้านปิ้งย่าง สำหรับคนรักเนื้อ หมู และซีฟู้ด”คุณชนินทร์ ชูพจน์เจริญ ประธานบริหารสายงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการผลิต บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เล่าว่า นอกเหนือจาก “หมู” ที่เป็นพระเอกของบาร์บีคิวพลาซ่า วันนี้มีเสิร์ฟทั้งเนื้อวากิว และอาหารทะเล รวมถึงของว่าง ของทานเล่น และของหวาน เป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งรายการอาหารจะแตกต่างกันตามรูปแบบร้านในแต่ละโมเดล ร้านโมเดล Easy จะเป็นเมนูกระทัดรัด เล็กลงเล็กน้อย สั่งง่าย เมนูโมเดล Late Night มีบุฟเฟต์ดึก มีของทานเล่น หรือมีเมนูพิเศษต่างๆ เพิ่มขึ้นมาในช่วงเวลาปิดดึก

“บาร์บีคิวพลาซ่า ยืนหยัดอยู่ได้ 39 ปี ในตลาดนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านคู่แข่งอะไรมามากมาย ใช้วัตถุดิบที่ดี วัตถุดิบที่สดใหม่ ผมมั่นใจและเชื่อใจได้ว่า เรามอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้ามาตลอด 39 ปี ส่วนน้ำจิ้มมีรสชาติเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และจากพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก บาร์บีคิวพลาซ่าไม่นิ่งนอนใจ มีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ แต่เราก็ยังยึดมั่นอย่างเดิมว่า เราจะมอบวัตถุดิบที่ดี และน้ำจิ้มรสชาติอร่อยให้กับลูกค้า เป็นตัวจริง อร่อยจริง เรื่องย่าง เราเป็น Master of Grill and Sauce เราจะสามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ และสิ่งที่เรามุ่งหวังมากที่สุด คือเรื่องความรู้สึกของลูกค้า” คุณชนินทร์ เล่าถึงเส้นทาง 39 ปีของบาร์บีคิวพลาซ่า

สิ่งที่บาร์บีคิวพลาซ่าคาดหวัง หากลูกค้าเดินออกจากร้าน คือ 4 ความรู้สึกต่างๆ เล่านี้ คือ​
1. อร่อย ฟินตั้งแต่คำแรก
2. คุ้นเคย เป็นกันเอง
3. สนุกกับคนสนิท
4. เดินออกจากร้านไปด้วยความสบายใจบริการที่ใช้ ฟังด้วยตาและทำด้วยใจ

นอกจาก “การเล่นเกมที่ถนัด คู่แข่งทำยาก และลูกค้าต้องการ” สมการหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจของบาร์บีคิวพลาซ่า ในเชิงการบริหารงานภายใน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร อย่าง “การบริการ” คุณเรืองชาย เล่าว่า ​บาร์บีคิวพลาซ่ามีกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง และจุดโดดเด่น กับการใช้วิธีสังเกตและลงมือทำด้วยความจริงใจ บนมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ ซึ่งบาร์บีคิวพลาซ่าเลือกเล่นบริการ แบบที่มนุษย์บริการมนุษย์จริงๆ ภายใต้สมการ​สำคัญ คือ “ฟังด้วยตา ทำด้วยใจ” บนมาตรฐานที่ดี

“ฟังด้วยตา​ หมายถึงว่า เรากำลังบอกน้องๆ ที่เป็นพนักงานบริการว่า วันนี้รูปแบบการบริการไม่ได้ถูกยึดบน SOP ต่อไป แต่เราจะต้องบริการลูกค้าด้วยความเข้าใจ ซึ่งมาจากการที่เราใช้ตาสังเกต โดยที่ไม่ต้องถาม ​ถ้าเราสังเกตได้ดี SOP จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในระดับรองลงมา ​ด้วยรูปแบบที่เราเรียกว่าเป็น Skill ของความเข้าอกเข้าใจ หรือ Empathy ทำให้เราได้รับการนำเสนอจากน้องๆ ในหลายเรื่อง เพื่อให้บริการที่ดีกับลูกค้า” คุณเรืองชาย อธิบายถึงหัวใจของการบริการ

กรณีตัวอย่าง ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า จะมีสเตชันเรียกว่า “อุปกรณ์สุขใจ” ที่เกิดจากนำเสนอของพนักงานหน้าร้าน จากการค้นพบว่า ลูกค้าผู้หญิงมีความกังวลกลัวผมจะเหม็นเมื่อมาทานอาหารปิ้งย่าง ซึ่งมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งเลือกพกหมวกคลุมผมมาเอง ปัจจุบันบาร์บีคิวพลาซ่ามีหมวกไว้คอยบริการแล้ว​ นอกจากหมวกยังมีที่รัดผมไว้คอยบริการอีกด้วย

กรณีลูกค้าเป็นเด็กเมื่อก่อนบาร์บีคิวพลาซ่ามีเก้าอี้เด็ก 1 แบบ ซึ่งพบว่าเด็กโตจะไม่ยอมนั่ง เพราะเขารู้สึกว่าเป็นเก้าอี้สำหรับเด็กเล็ก เวลากินจึงต้องยืนกิน เพราะตัวไม่ถึงโต๊ะ ผู้ปกครองก็ไม่ยอมให้นั่ง เพราะไม่มีสายรัด วันนี้บาร์บีคิวพลาซ่าจึงมีเก้าอี้เด็กถึง 3 แบบให้เลือกตามความเหมาะสม สำหรับเด็กเล็กอายุไม่ถึง 1 ขวบ หรือสำหรับเด็กโต กลายเป็นเหมือนบูสเตอร์รองนั่ง เพื่อให้เขาสามารถทานได้เหมือนกับผู้ใหญ่

คุณเรืองชาย เล่าต่อว่า ​ด้วยการสั่งสม Skill ความเข้าใจจากน้องหน้าร้าน แล้วบริษัทรับฟังการนำเสนอ จนถึงการปฏิบัติ ด้วยการ “ทำด้วยใจ” ผ่านการสังเกต จึงทำให้บาร์บีคิวพลาซ่าสามารถสร้างลูกค้าแฟนประจำได้มากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิก GON member ถึง 3.7 ล้านคน และ 90% ของการเข้ามาใช้บริการ คือ ลูกค้าสมาชิก บาร์บีคิวพลาซ่าจึงค่อนข้างมั่นใจว่า ด้วยการบริการในการยกระดับแบบนี้ สามารถสร้างลูกค้าประจำได้อย่างต่อเนื่อง

“ทั้งเรื่องรูปแบบร้านที่ต่างไป เรื่องเมนู และเรื่องบริการ วันนี้เราค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า ทางที่เราเดินน่าจะฝ่าอุปสรรค หรือสภาวะการแข่งขัน ณ ปัจจุบันไปได้”

ปีแห่งการ “ยืนระยะ” รักษาฐานลูกค้า

ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากในเกมธุรกิจ ต้องแข่งขันกับคู่แข่งมากหน้าหลายตา ธุรกิจยังต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุน และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค บาร์บีคิวพลาซ่าคาดว่าใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งผู้ประกอบการคงต้องยืนระยะของตัวเองให้ได้ รักษาต้นทุน คุมไว้ไม่ให้ส่งผลกระทบกับลูกค้า เพื่อรักษาฐานของลูกค้าตนเองเอาไว้ พร้อมกับตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าให้ทัน เรื่องการเติบโตทางธุรกิจอาจจะไม่ต้องโตมากนัก หากผู้ประกอบการอดทนจนผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ตลาดจะคัดสรรผู้ประกอบการให้เหลือเฉพาะ “ตัวจริง” เท่านั้น

การที่บาร์บีคิวพลาซ่า ใช้กลยุทธ์ One Size Fits One ทั้งการปรับโมเดลร้านและเพิ่มเมนูเนื้อวากิวและซีฟู้ด เป็นการขยายฐานลูกค้าเพิ่ม โดยไม่ทิ้งลูกค้าเดิม และลดการสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มคนรักเนื้อและซีฟู้ด ก่อนหน้านี้มีบางครั้งลูกค้ากลุ่มครอบครัว มีสมาชิกบางคนต้องแยกไปกินเนื้อที่ร้านอื่น เพราะบาร์บีคิวพลาซ่าไม่มีเมนูเนื้อทั้งหมดที่บาร์บีคิวพลาซ่าทำ จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตนของแบรนด์ และเป็นการเปิดประตูให้ลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามามากขึ้น โดยยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ จากเดิมที่แข่งขันอยู่ในตลาดปิ้งย่างหมู สู่การขยายสนามแข่งขันไปยังตลาดปิ้งย่างที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัว และสร้างภาพจำใหม่ “ร้านปิ้งย่าง สำหรับคนรักเนื้อ หมู และซีฟู้ด”


แชร์ :

You may also like