สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) จัดทำโดย ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่าผู้ประกอบการ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วง 3 เดือนข้างหน้าระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น พบว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้กำลังซื้อบางส่วนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม ร้านค้าและร้านอาหารขนาดกลาง ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ อาจยังไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างทั่วถึง สมาคมฯ จึงขอเสนอให้ภาครัฐ พิจารณาออกมาตรการเสริมเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือพิจารณาขยายสิทธิ์ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในเฟสถัดไป เพื่อช่วยรักษาการจ้างงาน เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ และสนับสนุนให้กำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อย่างครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

คุณณัฐ วงศ์พานิช
คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบ ทุกประเภทร้านค้า สะท้อนแรงกดดันด้านกำลังซื้อที่อ่อนแอต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ผลสำรวจใน 3 เดือนข้างหน้าความเชื่อมั่นกลับมาอยู่เหนือระดับ 50 จุดอีกครั้ง เนื่องจากผู้ประกอบการมีความหวังกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ว่าจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อ บรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลว่าหลังสิ้นสุดโครงการ กำลังซื้ออาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เตรียมทยอยปรับราคาสินค้าในหลายหมวดหมู่ โดยคาดว่าจะปรับขึ้นไม่เกิน 5% ซึ่งสะท้อนภาวะ ‘Cost-Push Inflation’ หรือเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต ที่ทำให้ผู้บริโภคเผชิญสถานการณ์ ‘ของแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่อำนาจซื้อลดลง’
อย่างไรก็ตามจากผลสะท้อนของโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้นการใช้สิทธิ์กับร้านค้ารายย่อยและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการเป็นหลัก ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยเฉพาะร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีซึ่งมียอดขายลดลงประมาณ 30–50%”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกและร้านอาหารที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT อย่างถูกต้อง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นราว 15–20% ขณะที่ยอดขายกลับลดลง เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ
สมาคมฯ จึงเห็นว่า การทบทวนและปรับมาตรการให้ครอบคลุมผู้ประกอบการในระบบภาษีมากขึ้น ไม่เพียงเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการรักษาสมดุลของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งด้านสภาพคล่องของธุรกิจ การรักษาการจ้างงาน และกำลังซื้อของประชาชน ไม่ให้ชะลอตัวลง
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในรอบถัดไป โดยมีข้อเสนอแนะสำคัญ ดังนี้
ข้อเสนอแนะการปรับปรุง “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านแนวคิด “ขยาย-สร้าง-รักษา”
- ขยายสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ ควรพิจารณามาตรการเสริมแบบเจาะกลุ่ม หรือเปิดโอกาสให้ร้านค้าทุกขนาด รวมทั้งร้านที่จดทะเบียนในระบบภาษีถูกต้อง สามารถเข้าร่วมเป็นร้านค้ารับสิทธิ์ในโครงการได้ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของการใช้จ่ายเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งเป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะร้านค้าโมเดิร์นเทรด ซึ่งมีสินค้าหลายรายการที่มาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย การเปิดให้เข้าร่วมโครงการจึงมีส่วนช่วยส่งต่อเม็ดเงินไปยังผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายย่อยในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้อาจพิจารณาเชื่อมโยงมาตรการดังกล่าวกับการใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้สามารถใช้จ่ายภายในโมเดิร์นเทรดได้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้หลากหลายในราคาประหยัด
- สร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษี การออกแบบมาตรการให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีได้รับอานิสงส์จากมาตรการของรัฐ จะเป็นสัญญาณเชิงบวกและเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านค้าขนาดเล็ก เห็นถึงประโยชน์ของการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐส่งเสริมให้ร้านค้าขนาดเล็กนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กรู้สึกยินดีที่จะเติบโตและก้าวเข้าสู่ระบบภาษีในอนาคต
- รักษาสมดุลของการจ้างงาน การขยายสิทธิ์มาตรการ มีส่วนช่วยพยุงภาคธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจ้างงานรวมกันเป็นจำนวนมาก ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนโดยรวมยังคงอ่อนแอ
“เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในระบบภาษีในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งต่อไป จะเป็นการประคองทั้งธุรกิจฐานรากและธุรกิจที่ขับเคลื่อนโครงสร้างภาษีของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซาไปด้วยกัน” คุณณัฐ กล่าวทิ้งท้าย
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ควรคู่กับการร่วมมือกับ ทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโต อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน




