“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”
คำถามข้างต้นเป็นคำถามที่หนึ่งในทีมงานเอไอเอสถามกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านชายขอบแห่งหนึ่ง ของจังหวัดเชียงใหม่ (หมู่บ้านที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต) ก่อนเริ่มต้นโครงการ Green Energy Green Network for THAIs เมื่อ 3 ปีก่อน และคำตอบที่ได้รับในวันนั้น คือการที่เด็ก ๆ ถามกลับมาว่า “แล้วหนูเป็นอะไรได้บ้าง”
แต่วันนี้ หากถามเด็ก ๆ ด้วยคำถามเดียวกัน กลับพบว่าคำตอบจากเด็ก ๆ กำลังเปลี่ยนไป เมื่อหลายคนเริ่มตอบว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ หลายคนเริ่มมองหาโอกาสด้านอาชีพ เช่น การขายของออนไลน์เพื่อหารายได้ช่วยครอบครัว หรือการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ฯลฯ
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ถึงการเติบโตของชุมชน และได้ถูกถ่ายทอดในฐานะผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมของเอไอเอสภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งเอไอเอสชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับผลการศึกษาวิจัย “การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)” ของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs พร้อมผลลัพธ์เชิงประจักษ์ว่า โครงการฯ ดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวม 33.88 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุน 24.89 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทางสังคม 1.36 เท่า โดยครอบคลุมจำนวนประชากรมากกว่า 3,520 คน จาก 918 ครัวเรือนใน 8 ชุมชนของ 5 จังหวัด (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก) เลยทีเดียว
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน คือ ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประชาสัมพันธ์ “น้ำตกห้วยน้ำเย็น” จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนกว่า 2.5 ล้านบาทในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ไม่เพียงเท่านั้น การมีอินเทอร์เน็ตยังทำให้คนในชุมชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น และทำให้เด็ก ๆ มีเวลาเรียนเพิ่มขึ้นด้วย (จากเดิมคุณครูต้องปิดโรงเรียน เพื่อลงมาส่งเอกสารในตัวเมือง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงกับระยะทาง 200 กิโลเมตร) มาเป็นการส่งเอกสารผ่านระบบออนไลน์แทน ซึ่งการลดการเดินทางนี้ ได้ช่วยให้เด็ก ๆ มีเวลาเรียนมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตให้กับคุณครูได้อีกทางหนึ่ง
เช่นเดียวกับชุมชนมอโก้โพคี จังหวัดตาก ที่ต่อยอดการใช้งานเครือข่ายไปสู่การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร (เมล็ดกาแฟ) ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยชุมชนดังกล่าวมีโรงคั่วกาแฟพลังงานแสงอาทิตย์ของตนเอง เมื่อสามารถจำหน่ายเมล็ดกาแฟเองได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ก็ช่วยให้ชุมชนสร้างรายได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางลงได้เช่นกัน
การมีอินเทอร์เน็ตยังทำให้คนในชุมชนบนพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning, เข้าถึงหนังสือจำนวนมากจากห้องสมุดดิจิทัล และสามารถเข้าถึงบริการ Telemedicine และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินได้อีกด้วย
คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผลการวิจัย SROI ของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ที่เอไอเอสร่วมกับพันธมิตร อย่างบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) ในการนำสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Powered Base Station) เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสาร ได้กลายเป็นการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานแห่งโอกาส” ให้กับชุมชน
เห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในหลายชุมชน จากพื้นที่ที่ขาดทั้งไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร สู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสร้างรายได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้จริง และสามารถสร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม”
อีกหนึ่งตัวอย่างจากบ้านห้วยโป่งพัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ก็พบว่า การมีอินเทอร์เน็ตและโซลาร์เซลล์ ช่วยให้ชุมชนตรวจสอบราคาลำไย และค้นหางานจากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ และเด็ก ๆ ในหมู่บ้านสามารถสืบค้นข้อมูล หาความรู้ได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน
ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้มีการติดตั้งสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Powered Base Station) แล้วประมาณ 12 แห่ง จากแผนทั้งหมด 50 แห่งภายในระยะเวลา 5 ปี
โดยคุณสายชลเผยต่อไปด้วยว่า ภายใต้การดำเนินการดังกล่าว เอไอเอสมีแผนจะต่อยอดสถานีฐานฯ โดยการติดตั้งอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สถานีฐานฯ ทำหน้าที่เป็นจุดเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ เช่น ช่วยตรวจจับไฟป่า, ติดตามสภาพอากาศ, ฝุ่น PM 2.5, ปัญหาภัยแล้ง ฯลฯ และช่วยหน่วยงานท้องถิ่นในการแจ้งเตือน หรือรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังทำให้คนในชุมชนห่างไกลมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับโครงการคนไทยไร้ e-waste ของเอไอเอส โดยทางบริษัทได้ช่วยคนในชุมชน รวมรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ และนำไปจัดการกับโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในปี 2564 มีปริมาณขยะอันตรายจากซากเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 435,187 ตัน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ซึ่งหากไม่จัดการอย่างถูกวิธีจะก่อให้เกิดสารตกค้างซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาต่อสภาพแวดล้อม สังคม และส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบบนิเวศและสุขภาพได้
“ผลการศึกษาครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขผลตอบแทนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการฯ เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คนได้ ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล การสร้างรายได้ ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์”
“สำหรับเอไอเอส ความสำเร็จของการพัฒนาจึงไม่ได้วัดจากการเข้าถึงสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนโอกาสที่ถูกสร้างขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่กว้างขึ้นของผู้คน เพราะเมื่อคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง” คุณสายชลกล่าวปิดท้าย
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนสังคมผ่านงานวิจัย และการนำอินไซต์มาสร้างนวัตกรรมของเอไอเอสยังสะท้อนให้เห็นถึงการรูปแบบการทำงานที่เน้นจับมือกับทุกภาคส่วน และการทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายอย่างการเชื่อมต่อคนไทยให้เข้าถึงโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง








