HomeBrand Move !!ยังยิ้มได้! เปิดกลยุทธ์ SCG ฝ่าวิกฤตพลังงาน-สงคราม ไตรมาสแรกปี 69 กำไรพุ่ง 17% มองไตรมาส 2 ยังโตต่อ

ยังยิ้มได้! เปิดกลยุทธ์ SCG ฝ่าวิกฤตพลังงาน-สงคราม ไตรมาสแรกปี 69 กำไรพุ่ง 17% มองไตรมาส 2 ยังโตต่อ

แชร์ :

ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความผันผวนหนัก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนต้องหยุดเดินโรงงานโอเลฟินส์ ROC ชั่วคราวช่วงต้นเดือนมีนาคม ทั้งยังกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น แต่ “คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “SCG” ยังยิ้มได้ เพราะภาพรวมธุรกิจไตรมาสแรกปี 2569 ยังแข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท ลดลงเพียง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มี “กำไร” 6,223 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรเพียง 1,099 ล้านบาท

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

SCG มีวิธีรับมือกับความผันผวนนี้อย่างไรจนทำให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น ตาม Brand Buffet ไปฟังวิธีคิดขององค์กร 113 ปีแห่งนี้กัน

ตั้งวอร์รูม-คุมต้นทุน สู้วิกฤต

หนึ่งในกลยุทธ์ที่ SCG ให้ความสำคัญตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ “การปรับตัว” ซึ่งทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้สามารถรับมือและรอดจากวิกฤตลูกเล็กลูกใหญ่มาหลายครั้ง เช่นเดียวกับครั้งนี้ แม้ธุรกิจต้องเผชิญกับความผันผวน แต่ก็สามารถรับแรงกระแทกได้ ประกอบกับปีที่ผ่านมา SCG หยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไป จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาท และทำให้องค์กร “ตัวเบา” ขึ้น และมีผลประกอบการที่ดีขึ้น

โดยในส่วนกำไรเติบโตขึ้น ขณะที่กระแสเงินสดก็ดีขึ้น ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท และมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท

สำหรับการปรับตัวในครั้งนี้ คุณธรรมศักดิ์ บอกว่า ตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง บริษัทได้ปรับตัวแบบเข้มข้น ทำตั้งแต่ระยะสั้น ด้วยการตั้ง “Daily War Room” ประชุมติดตามสถานการณ์แบบรายวัน เนื่องจากสถานการณ์ปรับเปลี่ยนทุกวัน จึงคาดการณ์ไม่ได้จริงๆ วิธีการที่ดีที่สุดคือ ปรับให้ได้ทุกวัน รวมทั้งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทางเลือก ทั้งโซลาร์ และนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้า เพื่อรองรับความเสี่ยงหากเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน

รวมพลัง “จุดแข็ง” โตไปด้วยกัน 

นอกจากการติดตามสถานการณ์รายวัน SCG ยังเดินหน้าสร้าง “กล้ามเนื้อ” ให้กับองค์กรในระยะยาวด้วย โดยตั้งเป้าภายใน 2 ปีนี้ คือปี 2569-2570 ธุรกิจต้องกลับมาเข้มแข็งขึ้น SCG จึงเร่งทำใน 3 เรื่อง ดังนี้

1.การรวมศูนย์การผลิตที่หลากหลายในอาเซียนเข้าด้วยกันเพื่อเป็นโรงงานขนาดใหญ่ รวมทั้งนำ Robotics & Automation มาใช้ในการผลิต ซึ่งไม่เพียงช่วยบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบได้ดีขึ้น แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้นด้วย

“ถ้าเราอยากจะสู้กับจีนได้ เราต้องมีสเกล นั่นหมายความว่าขนาดต้องใหญ่ และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยระบบออโตเมชั่น”

2.การพัฒนาโครงการ LSPE เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals ประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าปลายปี 2570 จะเริ่มดำเนินการได้ และจะทำให้บริษัทกลับมาเข้มแข็งขึ้น

3.ศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCG เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านในช่วงที่ผ่านมา ทั้งภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาจำนวนมาก รวมทั้ง Cycle ธุรกิจสั้นลง และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

คุณธรรมศักดิ์ บอกว่า การผนึกกำลังกันครั้งนี้ เป็นแนวคิดที่มีคิดกันมานานแล้ว จากแรงกดดันต่างๆ ส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีเปลี่ยนแปลงไป และเห็นว่า PTTGC มีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและฟีดสต็อก ส่วน SCG มีจุดแข็งด้านการขายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หากนำความสามารถนี้มารวมกัน จะทำให้ธุรกิจปิโตรเคมีไทยแข็งแรง และสู้กับผู้ประกอบการเม็ดพลาสติประเทศต่างๆ ได้ ทั้งในสภาวะปกติ และเมื่อเจอแรงกดดัน

“ปีที่แล้วผู้ประกอบการปิโตรเคมีทุกบริษัทขาดทุนกันไปหมด เราจึงต้องมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ถึงจะอยู่ได้อยู่ยาวและยั่งยืนในทุกสถานการณ์”

โดยตอนนี้แนวคิดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะใช้เวลาศึกษา 5 เดือน หรือประมาณปลายไตรมาส 3 ปีนี้ หากผลการศึกษาออกมาเห็นว่าการรวมกันจะสร้างประโยชน์คุ้มค่า จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบโครงสร้าง JV ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน

มอง Q2 ไม่แย่ แต่ประมาทไม่ได้

แม้ว่าตอนนี้องค์กรจะตัวเบาขึ้น และไตรมาส 2 ผ่านมา 1 เดือน แนวโน้มผลประกอบการยังคงดี แต่แม่ทัพใหญ่ของ SCG บอกว่า ประมาทไม่ได้ เพราะนอกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีหลายเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะ “เงินเฟ้อ” มาแน่นอน ซึ่งจะฉุดภาวะเศรษฐกิจซบเซามากขึ้น สิ่งสำคัญยังอยู่ที่การปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ถ้าปรับทันจะลดผลกระทบเหล่านี้ได้

โดยสิ่งที่ SCG กำลังเร่งทำเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อคือ การดูแลลูกค้า ด้วยการพูดคุยกับลูกค้ามากขึ้น พร้อมกับนำเทคโนโลยีที่มีมาออกแบบโซลูชั่นให้สอดรับกับความต้องการ เพื่อช่วยลูกค้าลดต้นทุนและธุรกิจยังไปต่อได้

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE


แชร์ :

You may also like