ตลาดขนมขบเคี้ยวเมืองไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากรายงาน Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2030 สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องของการกิน
ล่าสุด “พีช–พชร จิราธิวัฒน์” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ MAW (มาว) ประกาศเปิดตัวธุรกิจใหม่ในตลาดขนมพรีเมียม โดยเลือกเข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่มองว่ายังมีช่องว่างสำคัญระหว่างขนมแมสและขนมนำเข้าระดับพรีเมียม ด้วยการสร้างแบรนด์ขนมที่ตั้งใจยกระดับโมเมนต์ธรรมดาให้พิเศษขึ้น ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary
“เรามองว่าตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์นำเข้าที่มีต้นทุนสูงจากภาษีและโลจิสติกส์ จนราคาขายไม่เอื้อต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ขนมในกลุ่มแมสแม้เข้าถึงง่าย แต่ยังขาดทั้งรสชาติที่แปลกใหม่และความพรีเมียมสไตล์ต่างประเทศ รวมถึงประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง MAW (มาว) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างระหว่างสองฝั่งนี้ ด้วยขนมที่ให้ประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่ยังเข้าถึงได้จริงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถกินได้บ่อยในชีวิตประจำวัน” พีช–พชร กล่าว
อินไซต์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจาก Megatrend Report ที่ระบุว่า 67% ของผู้บริโภคไทยชอบทดลองอาหารหรือขนมพรีเมียมใหม่ๆ เพราะมองว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสะท้อนตัวตนและยกระดับไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณ และเลือกใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence หรือสินค้าที่ให้คุณภาพและประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่มาในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดขนมไม่ได้เติบโตเพียงในแง่ปริมาณการบริโภค แต่กำลังเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งต้องการของดีที่มีคุณภาพแบบเมืองนอก ควบคู่ไปกับราคาที่ไม่กระทบงบมากเกินไป และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ MAW (มาว) เชื่อว่าตลาดนี้ยังมีพื้นที่สำหรับแบรนด์ใหม่ที่เข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก ทั้งในมิติของรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน
สำหรับ MAW (มาว) เป็นชื่อแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Mouth และ Jaw สื่อถึงภาพปากของคนกินที่ช่างเลือก มีสไตล์ และชอบเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยวางบทบาทแบรนด์ให้เป็น Tastemaker ที่คัดสรรรสชาติและประสบการณ์มาแล้วอย่างตั้งใจ ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary และนิยามตัวเองเป็น Accessible Indulgence เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก Urban Tastemaker อายุ 25–35 ปี คนเมืองที่มีรสนิยม เปิดรับเทรนด์ใหม่ และมองขนมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ของกินเล่น
โดยเปิดตัว ข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม (Premium Prawn Cracker) 3 รสชาติหลัก ซึ่งพัฒนาขึ้นจากอินไซต์ของผู้บริโภครุ่นใหม่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์แรก การออกแบบรูปทรงให้ดูทันสมัยคล้าย French Fries Cut รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจาก Global Taste และนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย ได้แก่
- Spicy Mentaiko Mayo
- Cheddar Jalapeño
- Salted Rosemary Butter
โดยจะวางจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ในราคา 69 บาท และขนาด 120 กรัม ในราคา 145 บาท ผ่าน Exclusive Partnership กับ TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่สอดคล้องกับ Positioning ของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับช่องทางการขายออฟไลน์เป็นหลักราว 70% พร้อมวางแผนขยายสู่ช่องทางออนไลน์ในลำดับถัดไป
อย่างไรก็ดี MAW (มาว) ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 55–71 ล้านบาท หรือประมาณ 0.1–0.13% ของมูลค่าตลาด เนื่องจากแบรนด์เลือกเริ่มต้นจากการทำตลาดในกลุ่ม Niche Market เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานผู้บริโภคที่ชัดเจน ก่อนขยายสู่เซ็กเมนต์ที่กว้างขึ้นในระยะถัดไป
ส่วนแผนงานระยะยาว 3–5 ปี ยังวางแผนต่อยอดสินค้าใหม่ๆ และขยายสู่ตลาดต่างประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านเหรียญฯ และยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับคนไทย ประกอบกับการที่แบรนด์มี Co-founder ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพันธมิตรและความเข้าใจตลาดในระดับพื้นที่ ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกวางเป็น Destination แรกในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ





