HomeDigitalชวนรู้จัก Single Glam และ Silver Strong ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ดันเทรนด์ใช้จ่าย “สุขภาพ”

ชวนรู้จัก Single Glam และ Silver Strong ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ดันเทรนด์ใช้จ่าย “สุขภาพ”

แชร์ :

การใช้ศักยภาพของ Data ในยุคนี้ ทำได้มากกว่าที่คาด ซึ่งอาจรวมถึงการเปิดธุรกิจใหม่ในสาย Healthcare ของทรูบิสิเนสด้วย โดยมีการเผย 2 กลุ่มเป้าหมายน่าสนใจในยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ “Patient Centric Care at Scale” นั่นคือกลุ่ม Single Glam และ Silver Strong หลังพบตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งสองกลุ่มเติบโตที่ 119% และ 105% ตามลำดับ

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

สำหรับที่มาของชุดข้อมูลดังกล่าว ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า มาจากข้อมูลโทรคมนาคมที่มี Subscribers 55 ล้านราย ผนวกกับข้อมูลจากธุรกิจค้าปลีกที่มี Subscribers 22 ล้านราย ซึ่งจากข้อมูลเหล่านี้  ทำให้ทางบริษัทสามารถกำหนดกลุ่มผู้บริโภคที่มีการใช้จ่ายสูงในด้านสุขภาพออกมาได้มากมาย รวมถึงกลุ่มที่น่าสนใจอย่าง Single Glam และกลุ่ม Silver Strong ด้วย

Single Glam และ Silver Strong คือใคร

สำหรับนิยามของกลุ่ม Single Glam จาก Data ที่ทรูบิสิเนสพบ ก็คือ คนโสดที่ทำงานในเมือง (อายุระหว่าง 25 – 40 ปี) โดยคนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ แต่พร้อมใช้จ่าย หากของสิ่งนั้นมีคุณภาพ หรือสามารถช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น 

ขณะที่ความสนใจของ Single Glam พบว่า ให้ความสนใจกับ Community เช่น Run Club, Fitness Class และใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าทั่วไป 1.2 เท่า แอปพลิเคชันที่ใช้งานมีตั้งแต่ Instagram, Tinder, TikTok และ LinkedIn

ส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ย่าน CBD และมีรายได้เฉลี่ยค่อนข้างสูงถึงสูงมาก โทรศัพท์มือถือที่ใช้เป็น iPhone และเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์สูง ปัจจุบัน ข้อมูลของทรูบิสิเนสพบว่ามีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ราว 2.1 ล้านคน

ขณะที่กลุ่ม Silver Strong พบว่า เป็นกลุ่มที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักแต่งงานแล้ว หรือไม่ก็กลับไปมีสถานะโสดอีกครั้ง โดยคนกลุ่มนี้อาศัยในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ รัก Social และพร้อมใช้จ่ายด้านสุขภาพมากกว่าลูกค้าทั่วไป 1.9 เท่า ส่วนแอปพลิเคชันที่ใช้บ่อย เช่น TikTok, Facebook, LINE, YouTube โทรศัพท์มือถือที่ใช้เน้นจอใหญ่ ใช้งานง่าย ส่วนมากเป็น Samsung

ในส่วนรายได้ของกลุ่ม Silver Strong พบว่าค่อนข้างมั่นคง มีเงินออม และมีการลงทุน มี Passive Income แล้ว อีกทั้งยังสนใจเรื่อง Health และ Wellness รวมถึง Longevity ร่วมด้วย (มีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ราว 0.96 ล้านคน)

Data โชว์ ปัญหา “การนอน”

นอกจากเป็น 2 กลุ่มที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพสูงแล้ว Data ยังเผยด้วยว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีพฤติกรรมด้านการนอนหลับที่มีปัญหา และมีการเสิร์ชหาข้อมูลโรงพยาบาลสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ดร.ธีรเดชกล่าวถึงความท้าทายในจุดนี้ว่า “ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังทรานสฟอร์มวิถีการดูแลสุขภาพทั้งระบบ และทำให้การดูแลสุขภาพสามารถต่อยอดไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ซึ่งการไปถึงจุดนั้นจะสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทยและยกระดับชีวิตคนไทยได้อย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ ผู้บริหารทรูบิสิเนสยังกล่าวด้วยว่า มีการต่อยอดการใช้ข้อมูลและ AI ด้วยโมเดล “Health Scoring” หรือการนำข้อมูลทางการแพทย์มาผสานกับข้อมูลเชิงพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่แสดงอาการแต่มีแนวโน้มเจ็บป่วย (The Missing Middle) เพื่อสร้างรากฐานการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และสามารถขยายสู่ประชากรในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม

พัฒนาโซลูชันตอบโจทย์การดูแลสุขภาพ

นอกจากใช้พลังของข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้แล้ว ผู้บริหารทรูบิสิเนสเผยว่า ยังสามารถพัฒนาโซลูชันเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบสาธารณสุขโดยรวมได้อีกด้วย โดยตัวอย่างโซลูชันที่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่

  • ระบบ Connected Patient Care & Home Monitoring สำหรับการพักฟื้นที่บ้าน โดยจะช่วยติดตามอาการและสัญญาณชีพของผู้ป่วยโดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนและการใช้ชีวิต และมีการนำอุปกรณ์ IoT สำหรับการดูแลสุขภาพในบ้าน อย่าง Smart Mirror หรือเครื่องวิเคราะห์ร่างกาย body analyzer เก็บข้อมูลสุขภาพเพื่อวิเคราะห์เชิงลึกร่วมด้วย
  • โซลูชัน Patient Digital Twin ช่วยเฝ้าระวัง ตรวจจับ และบันทึกข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ หรือความเสี่ยงในการพลัดล้ม ตกเตียง
  • บริการ Telemedicine — บริการปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมระบบเชื่อมต่อข้อมูลการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยได้เสมือนอยู่ในสถานพยาบาล และถ้าเกิดเหตุวิกฤต ระบบ Smart EMS (Emergency Medical Services) จะประสานงานกับรถโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Ambulance) พร้อมส่งข้อมูลจากบ้านไปให้แพทย์ก่อนที่รถจะถึงโรงพยาบาลด้วย
  • บริการ Digital Assistants ผู้ช่วยดิจิทัลที่เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการพูดคุย ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ หรือ การบำบัด
  • บริการ Doctor ASR ใช้ AI ช่วยจดบันทึกระหว่างที่แพทย์ตรวจอาการผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถพูดคุยกับผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลกับการจดบันทึกข้อมูลการรักษาผ่านจอคอมพิวเตอร์

ดร.ธีรเดช ยังได้กล่าวด้วยว่า ทรูบิสิเนสพร้อมเดินหน้าจับมือเป็นพันธมิตรกับภาคสาธารณสุข และพร้อมขับเคลื่อนสถานพยาบาลทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยมองว่าศักยภาพด้านเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ สร้างการเติบโต เสริมศักยภาพการแข่งขันให้แก่แวดวงสาธารณสุขไทยได้อย่างยั่งยืน


แชร์ :

You may also like