HomeInsightเจาะ 5 เทรนด์ ‘ดิจิทัล อินไซต์’ เข้าใจโลก 2 ใบของผู้บริโภคในยุค Metaverse 

เจาะ 5 เทรนด์ ‘ดิจิทัล อินไซต์’ เข้าใจโลก 2 ใบของผู้บริโภคในยุค Metaverse 

5 Digital Insights เมื่อผู้บริโภคมีโลก 2 ใบในยุค Metaverse

แชร์ :

metaverse cover

โลกธุรกิจวันนี้ไม่ง่าย จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดมาแล้วกว่า 2 ปี  อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การจุดพลุกระแส Metaverse ในปีที่ผ่านมา ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคยิ่งซับซ้อนขึ้น มีโลก 2 ใบที่แตกต่างกันทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน การทำความเข้าใจผู้บริโภคยุคนี้ไม่เพียงแต่ต้องศึกษาทั้งตัวจริง แต่ยังต้องเข้าใจตัวตนในร่างอวตารอีกด้วย

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยท้าทายการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น แล้วธุรกิจและนักการตลาดจะต้องเดินหน้าและปรับตัวอย่างไร เพื่อให้อยู่รอด…และรอดแบบยั่งยืน

ในงานสัมมนา Unlock The Future 2022 : Creating the business knock-out variant ปลดล็อคอนาคตสู่การตลาดยุคใหม่ จัดโดย Brand Buffet  รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS Chula) ได้สรุป Digital Insights สำคัญในปี 2022 จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่นักการตลาดและแบรนด์ ต้องปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน เพื่อให้ธุรกิจยังเติบโตได้อย่างยั่งยืน

Dr.wilert cbs chula

รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร

1. เข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคมีโลก 2 ใบในยุค Metaverse 

– เริ่มจากทำความเข้าใจเทคโนโลยี  Metaverse ที่เป็นกระแสตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งก็คือโลกเสมือน ที่เป็นใครก็ได้ ไปไหนก็ได้ ใช้ชีวิตที่ชอบในโลกทิพย์ จึงเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ

–  Metaverse ไม่ใช่แค่เรื่องดิจิทัล แต่เป็นการเข้าใจอินไซต์มนุษย์ (Human Insight) ที่พัฒนามาจาก Emotional Intelligence เลียนแบบมนุษย์ หากเปรียบเทียบ “เฟซบุ๊ก” คือ ตัวตนจริงของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ดังนั้นดาต้าที่เกิดขึ้นจึงเป็นพฤติกรรมจริง  ส่วน Metaverse คือโลกของจินตนาการที่ผู้ใช้สร้างโลกอีกใบที่ต่างจากโลกจริง

– เมื่อ Metaverse เป็นโลกจิตนาการ สิ่งที่เกิดตามมาคือ Big Data จากพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior)  แต่ Big Data ในโลกเสมือนเอามาใช้งานไม่ได้ทั้งหมด เพราะไม่ใช่ข้อมูลจริง โลก Metaverse เป็นเรื่อง Ideal Self ไม่ใช่ Actual Self เป็นภาพในจิตนาการของผู้ใช้ที่อยากเป็น อินไซต์ของคนในโลก Metaverse ไม่มีใครอยากเป็นเหมือนโลกจริงของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น คนมีอายุก็จะสร้างตัวตนให้เด็กลง หรือเด็กก็อยากเป็นผู้ใหญ่

– การอยู่ใน Metaverse เป็นการหนีจากโลกจริง อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ดังนั้นการจะทำการตลาดและสร้างแบรนด์ในโลก Metaverse จึงต่างจากโลกจริง  กลุ่มที่จะเข้าไปทำตลาดก่อนจึงเป็น Top Brand หรือ Luxury Brand  ที่คนต้องการได้เป็นเจ้าของ เพราะหากเป็นแบรนด์ระดับแมส ที่คนหาซื้อได้ ก็ไม่ต้องสร้างจินตนาการในโลกทิพย์

– กลยุทธ์การตลาดในโลก Metaverse  ที่ทำได้ คือ การพาร่างอวตารของผู้คนไปชมสถานที่จริง อย่าง โรงแรม รีสอร์ท บ้านตัวอย่าง เทสต์รถ ในมุมการตลาดยังเป็นเรื่อง 5 Senses Marketing หรือ Sensory Marketing เป็นการเติมเต็มความต้องการ หรือหา Unmet Need ของลูกค้า ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อเข้าใจอินไซต์เหล่านี้ นักการตลาดและแบรนด์ ก็จะพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการได้

 “ที่จริงแล้วพัฒนาการของเทคโนโลยี เป็นความพยายามก้าวตามอินไซต์ของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และมีเรื่องที่สามารถทำได้อีกเยอะ เพราะโลกนี้เป็นโลกของมนุษย์ ทุกอย่างทุกสร้างโดยมนุษย์ หากไม่เข้าใจว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร ก็จะพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ตอบความต้องการ  อย่างเช่น มนุษย์ไม่ได้อยากได้เหล็ก แต่อยากได้บ้านหรือตึกที่มีความแข็งแรง” 

– ปัญหาการทำธุรกิจ คือ อยากได้เงินลูกค้า อยากขายสินค้า แต่ไม่ทำความเข้าใจความต้องการลูกค้าก่อน จึงกลายเป็นว่า ทำสินค้าในสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้ทำในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโลกจริงหรือโลก Metaverse ก็ต้องเริ่มจากเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคก่อนว่าต้องการอะไร

data technology

 

2. Big Data ไม่สู้ Best Data 

– เทคโนโลยีดิจิทัลและโลก Metaverse ทำให้มี Big Data จำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคมากขึ้น แต่การนำข้อมูลมาใช้จะต้องโฟกัสในสิ่งที่เป็นพฤติกรรมจริง เพราะ Big Data จะไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่เป็น Relevant Data หรือ ดาต้าที่สามารถนำไปวางกลยุทธ์ได้ ดังนั้น Big Data จึงไม่สู้กับ Best Data และต้องกลายเป็น Strategic Data หรือ ดาต้าที่เป็นประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ ไม่เช่นนั้นเมื่อได้ดาต้ามาจำนวนมากและเลือกใช้ไม่เป็น จะกลายเป็น Data Overload ที่ใช้งานไม่ได้

– เมื่อมี Big Data ในมือสิ่งที่ต้องทำคือ วิเคราะห์ข้อมูล เฉพาะส่วนที่ต้องการ จากนั้นนำไปวางกลยุทธ์การตลาดคาดการณ์สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ (Predictive Marketing)

– ข้อมูลจากพฤติกรรมลูกค้าที่ได้มาไม่จำเป็นต้องบิ๊กดาต้า แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จาก Small Data เลือกใช้ข้อมูลเดียวให้ปังได้  ตัวอย่าง ร้านกาแฟ จะขายเครื่องดื่ม ร้อน หรือ เย็น ได้จำนวนมากกว่ากัน หากรู้ข้อมูลลูกค้าว่าซื้อเครื่องดื่มแต่ละประเภทช่วงไหน ข้อมแค่นี้ก็สามารถนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์สร้างยอดขายได้

“การเข้าใจผู้บริโภค เราไม่ต้องการ Big Data แบบเหวี่ยงแห แต่ต้องการ Hit Data ข้อมูลปังๆ ที่นำไปใช้ต่อได้และเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อดักรอลูกค้าได้ถูกจุด”

3. ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มทั้งองค์กรไปด้วยกัน 

– การใช้ชีวิตของผู้คนที่ก้าวสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องทำเรื่อง Digital Transformation ปรับตัวตามให้ทันผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือคนทำงาน จึงต้องเริ่มสร้างความเข้าใจก่อนว่า “ทำไมต้องเปลี่ยน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเปลี่ยนไปพร้อมกัน หัวใจของการทรานส์ฟอร์ม คือ ต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่มีใครเสียประโยชน์

“การทำเรื่องดิจิทัล ทรานส์ฟอร์ม ไม่ใช่ว่ารุ่นเก่าเปลี่ยนช้า หรือ รุ่นใหม่เปลี่ยนเร็ว เรื่องนี้ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Gen แต่เป็นเรื่องที่ต้องชัดเจนว่าทุกคนไม่เสียประโยชน์”  

– ดังนั้นก่อนทรานส์ฟอร์มองค์กร ต้องเริ่มจากโน้มน้าวให้ทุกคนในองค์กรเชื่อว่าดิจิทัล ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่องค์กรได้ประโยชน์ องค์กรจะทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จต้องเริ่มจากประโยชน์ที่พนักงานจะได้ก่อน  ดังนั้นการทรานส์ฟอร์ม ต้องทำให้ทุกคนมีสปิริตเพื่อขับเคลื่อนไปทั้งองค์กร  เพราะองค์กรไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยใจที่อยากมีนวัตกรรมในองค์กรนั้น

4. Life Skill ทักษะต้องมีในโลกดิจิทัล 

– การบริหารธุรกิจในสถานการณ์ท้าทาย จะต้องมี Skillset ใหม่ๆ ในโลกยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ Up skill หรือ Re Skill แต่ต้องมี Life Skill  เป็นทักษะการใช้ชีวิตเพื่ออยู่ในโลกที่แวดล้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างมีความสุข ทำให้ชีวิต Strong ไม่ให้ถูกโน้มน้าวจากสิ่งใดมากเกินไป เมื่อมีทักษะในการใช้ชีวิต ก็เรียนรู้ว่าจะนำสิ่งไหนไปใช้ประโยชน์ได้

– การเข้าสู่โลกออนไลน์จำนวนมากของผู้คนในยุคนี้ ทำให้ Digital Bully มีมากขึ้น เพราะเป็นโลกที่ไม่มีตัวตน ดังนั้นหากมีคนในโลกโซเชียลที่เราไม่รู้จักและหาตัวตนไม่ได้มา Bully ก็ไม่ต้องใส่ใจและไม่จำเป็นต้องโกรธคนที่ไม่รู้จัก การจะให้คนเลิก Bully ในโลกดิจิทัล เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ คือ ไม่ต้องสนใจคำ Bully นั้น ก็เหมือนการทำตลาดเซ็กเมนเทชั่น  ที่เราต้องสนใจลูกค้าประจำ ที่มี Loyalty ไม่ใช่ลูกค้าคนแปลกหน้า

5. เปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดในยุค Metaverse 

– ปี 2022 การก้าวสู่โลก Metaverse ที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้เป็น Actual Self แต่เป็น Ideal Self  มี 2 โลก ทั้งโลกจริงและโลกทิพย์ เป็นยุคที่คนออนไลน์เกือบ 100% การขายสินค้าในโลกดิจิทัล จึงไม่ได้ขายแค่ Functional  Value แต่ขายเรื่อง Emotional Value และ Social Value ไปพร้อมกัน

– กลยุทธ์การตลาดในยุค Metaverse จึงต้องปรับเปลี่ยน 

  • เปลี่ยน Digital Tool  เป็น Digital Insight เข้าใจความต้องการผู้บริโภคทั้งโลกจริงและโลกเสมือน
  • เปลี่ยน Technology เป็น Touchnology  โลก Metaverse คือสิ่งที่มาพิสูจน์เรื่องนี้ เพราะเทคโนโลยีที่ดีคือต้องตอบสนองประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นคือกลยุทธ์ Sensory Marketing เพราะลูกค้าไม่ได้เสียเงินซื้อสินค้า แต่จ่ายเพื่อประสาทสัมผัสทั้ง 5
  • เปลี่ยน Artificial Intelligence (AI)  เป็น Emotional Intelligence (EI) เทคโนโลยีที่เรียนรู้เท่าทันอารมณ์ของลูกค้า
  • เปลี่ยน Consumer Experience Management (CEM) เป็น  Digital Experience Management (DEM) การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าในโลกดิจิทัล  เพราะการขายสินค้าใน Metaverse ไม่ใช่สินค้าที่หาได้ทั่วไป แต่ต้องเป็น แบรนด์เนม หรือ ลักชัวรี่ แบรนด์ ที่คนหาซื้อไม่ได้

โลกธุรกิจในปี 2022 ท่ามกลางความท้าทายจากหลายปัจจัย นักการตลาดและองค์กร ต้องปรับตัวให้เร็วเปลี่ยน Business Plan เดิมๆ เป็น Agile Strategy Mapping เมื่อเจอสถานการณ์เปลี่ยนไป ต้องมีแผนธุรกิจต่างๆ ไว้ไว้รับมือให้ทันเหตุการณ์ เพื่อสร้างธุรกิจให้ยั่งยืนในยุคดิจิทัล (Digital Sustainability) ควบคู่ไปกับการสร้างสังคมยั่งยืน (Social Sustainability)

แม้ยังเป็นปีที่ยากลำบาก แต่เป็นปีที่ทุกคนต้อง “กระโดด” ให้ถึงเป้าหมาย เพราะในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว การเดินทีละก้าวอาจช้าไป

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand


แชร์ :

You may also like