HomeBrand Move !!ได้กันเท่าไหร่! เช็คที่นี่ สรุปจัดสรรจองหุ้น MAKRO ระดมทุนได้เกือบ 5 หมื่นล้าน

ได้กันเท่าไหร่! เช็คที่นี่ สรุปจัดสรรจองหุ้น MAKRO ระดมทุนได้เกือบ 5 หมื่นล้าน

 

MAKRO cover

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand

หลังจาก บมจ.สยามแม็คโคร หรือ MAKRO ได้เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่และหุ้นสามัญเดิมต่อประชาชน หรือ Public Offering (PO) จำนวนไม่เกิน 1,300 ล้านหุ้น และอาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (กรีนชู) ไม่เกิน 130 ล้านหุ้น เปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อวันที่ 4-9 ธันวาคม 2564

BMW Class Of The Future

Santos Or Jaune


โดย SETTRADE ทำการจัดสรรหุ้นด้วยวิธี Small Lot First รอบแรกจัดสรรขั้นต่ำ 500 หุ้น รอบต่อไปเพิ่มขึ้นทีละ 100 หุ้นจนกว่าหุ้นจะหมด หากมีผู้จองซื้อเกินจำนวนหุ้นที่กำหนดและไม่สามารถจัดสรรหุ้นขั้นต่ำรอบแรกได้ครบทุกราย จะใช้วิธีสุ่มให้รายละ 500 หุ้นจนครบจำนวนหุ้นที่กำหนด

วิธีตรวจสอบ หุ้น PO ของแมคโคร

วันนี้ (15 ธันวาคม) SETTRADE ได้ประกาศรายชื่อและผลการจัดสรรหุ้น MAKRO ของผู้จองซื้อทั้งรายย่อยและผู้ถือหุ้นเดิมของแล้ว

นักลงทุนที่จองสิทธิหุ้น MAKRO ไว้ ได้คนละเท่าไหร่ กดเช็คที่นี่ได้เลย https://wwwa2.settrade.com/brokerpage/IPO/automatedRandom/MAKRO/viewrandom.jsp

แล้วใส่เลขที่บัตรประชาชน

แมคโครปิดดีลระดมทุน 50,000 ล้านบาท

สำหรับดีลใหญ่จองซื้อหุ้น PO ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ถือหุ้นเดิมของ MAKRO CPALL และ CPF กลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นดีลใหญ่ส่งท้ายปีท่ามกลางสถานการณ์โควิด ที่ยังคงส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อตลาดค้าส่งค้าปลีกทั่วโลก แต่ยังสามารถปิดดีลระดมทุนได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

คุณสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร (ธุรกิจค้าส่ง) เปิดเผยว่า “ในการเสนอขายหุ้นของแม็คโครนั้น ขอขอบคุณนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปที่ได้ให้การสนับสนุน ถึงแม้ว่าระยะเวลาของการเสนอขายจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด และเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวดี อย่างไรก็ตาม หุ้นแม็คโครก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของบริษัทฯ และพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน สู่เป้าหมายการเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยระดับภูมิภาค โดยหลังจากนี้ไปบริษัทฯ จะดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ จะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านดิจิทัล การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศรวมทั้งการปรับรูปแบบและขยายสาขา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกประเภท ทั้งลูกค้าผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วไป นอกจากนี้ทีมงานทั้งแม็คโครและโลตัสส์จะร่วมมือกันเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานในส่วนต่าง ๆ ให้เข็มแข็งยิ่งขึ้น”

คุณสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย ระบุว่า “ในนามผู้บริหารโลตัสส์ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจและจองซื้อหุ้น MAKRO เพื่อร่วมเติบโตไปกับธุรกิจแม็คโครและโลตัสส์ ซึ่งมั่นใจว่าจำนวนเงินจากการระดมทุนในครั้งนี้จะเพียงพอต่อการนำไปดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจและสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่ธุรกิจของเรา ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังปรับตัวดีขึ้น และแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่กำลังฟื้นตัว จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลประกอบการได้ตามแผนที่วางไว้”

แมคโคร เปิด PO เอาไปทำอะไร

การระดมทุนครั้งนี้ มีมูลค่าสูงเฉียด 5 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นดีลใหญ่ระดับต้น ๆ ของไทย โดยเป้าหมายแรกจะใช้เป็นเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ของการปรับโครงสร้างธุรกิจค้าส่งค้าปลีก เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจแม็คโครและโลตัสส์ และส่งเสริมกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในระดับภูมิภาค ถัดมาคือการบูรณาการทั้งธุรกิจ B2B (MAKRO) และ B2C (Lotus’s) ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย สามารถใช้ศักยภาพจากฐานธุรกิจในประเทศไทย สู่การขยายธุรกิจไปในอาเซียนและภูมิภาคเอเชียใต้ โดยจุดเด่นของรูปแบบธุรกิจ จะมีจุดแข็งจากแพลตฟอร์มค้าส่งค้าปลีก ที่เมื่อต่อยอดกับธุรกิจออนไลน์ เกิดเป็น O2O (Offline to Online) ที่ส่งมอบประสบการณ์การช้อปแบบ Omni-Channel ซึ่งจะทำให้สามารถเจาะตลาดได้ลึกขึ้น เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น และเป็นผู้เล่นในธุรกิจค้าส่งค้าปลีกดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซเต็มตัว

ขณะที่การเติบโตของตลาดค้าส่งค้าปลีกในระดับภูมิภาคอาเซียนยังเป็นทิศทางขาขึ้น โดยเมื่อเทียบรายได้จีดีพีต่อจำนวนประชากรในหลายประเทศในอาเซียน พบว่ายังมี “โอกาสในการเติบโต” และขยายฐานธุรกิจนี้ไปได้ทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และ สปป.ลาว หากพิจารณาถึงภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่แม็คโครได้รุกขยายธุรกิจในเมืองใหญ่ของประเทศเหล่านี้ และสร้างการเติบโตในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า ก็มีโอกาสสูงมากที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซของไทยจะเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเมื่อเชื่อมโยงไปยังประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรรวมกันถึง 3,300 ล้านคน ก็จะเห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนว่าวันนี้ตลาดในอาเซียนและเอเชียยังมีพื้นที่ให้เติบโตในลักษณะคล้าย S-Curve แสดงให้เห็นว่าภาพรวมตลาดโมเดิร์นเทรดของเอเชีย โดยเฉพาะของสด (Fresh) และสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) ที่มีมูลค่ารวมกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นโอกาสให้บริษัทของไทยเข้าไปขยายธุรกิจและยกระดับเป็นผู้เล่นสำคัญระดับโลกได้

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy