ลงทุนต่อ!!! SCB 10X จับมือ JWD ลงทุนสตาร์ทอัพคลังสินค้า MyCloudFulfillment รับอีคอมเมิร์ซโต

Mycloudfulfilment JWD

ลงทุนกันรัว ๆ หลังจากเปิดตัวยานแม่ โดยล่าสุดเป็นการลงทุนรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียที่ทำให้บริษัท SCB 10X ในเครือ SCB X และ JWD ประกาศลงทุน Series B ใน MyCloudFulfillment สตาร์ทอัพด้านคลังสินค้าออนไลน์สัญชาติไทย มูลค่า 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 250 ล้านบาทแล้ว

- Advertisement -

สำหรับการลงทุนรอบนี้เป็นความต่อเนื่องจากรอบที่ผ่านมา ที่ SCB 10X และ JWD มองเห็นว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีการปรับตัวมาสู่โซเชียลคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ดังนั้น สตาร์ทอัพที่สามารถให้บริการด้าน fulfillment และโลจิสติกส์ จะยังคงได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเติบโตนี้

ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา MyCloudFulfillment มียอดออเดอร์อยู่ที่ 300,000 ออเดอร์ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 3 เท่า และได้มีการขยายคลังสินค้าจากเดิม 2 แห่ง ที่ลาดกระบังและรังสิต พื้นที่รวมกว่า 10,000 ตารางเมตร สู่คลังสินค้าที่ 3 ย่านมีนบุรี ด้วยพื้นที่กว่าอีก 6,500 ตารางเมตร ผ่านการร่วมมือกับ JWD Group โดยคลังสินค้าแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับออเดอร์ได้สูงสุดถึงวันละ 30,000 ออเดอร์เลยทีเดียว

คุณชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในภูมิภาคอาเซียน ที่มองว่าประสบการณ์โลจิสติกส์ของ JWD ผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญของ MyCloudFulfillment ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพไทยที่มีเทคโนโลยีซอฟต์แวร์สามารถเชื่อมต่อกับทุกแฟลตฟอร์มออนไลน์ จะทำให้ทั้งสองฝั่งสามารถขยายการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกับคุณมุขยา พานิช Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) ที่เผยว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 เราพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการนำเอาดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาผสานกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน รวมถึงการใช้โซเชียลคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สตาร์ทอัพที่สามารถให้บริการด้าน fulfillment และโลจิสติกส์ จะยังคงได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเติบโตนี้”

นำเงินระดมทุนขยายทีมสู่ต่างประเทศ

นิธิ mycloudfulfilment
คุณนิธิ สัจจทิพวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment

ด้านคุณนิธิ สัจจทิพวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment หรือบริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์ จำกัด เผยถึงการระดมทุนในครั้งนี้ว่า เม็ดเงินระดมทุนทั้งหมดในรอบนี้จะนำไปเพิ่มศักยภาพด้านคลังสินค้าและการรองรับลูกค้า ขยายทีมบริหารและทีมงานส่วนการพัฒนาระบบ และขยายพื้นที่บริการไปสู่ต่างประเทศ ตอบรับความต้องการด้านบริการที่เติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

“การระดมทุนรอบนี้เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา ไม่เพียงแต่เงินลงทุนที่จะช่วยในการเพิ่มศักยภาพในการเติบโตมากขึ้น แต่เรายังได้พาร์ทเนอร์คนสำคัญที่จะร่วมกันช่วยหาลูกค้า พัฒนาคลังสินค้าและขยายบริการให้ครอบคลุมตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมอีกด้วย”

“การจับมือกับ JWD ในคราวนี้คือการดึงความสามารถที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายมาเชื่อมเข้าด้วยกัน โดยที่ MyCloudFulfillment จะเป็นคนซัพพอร์ตเรื่องระบบคลังสินค้า ระบบจัดการออเดอร์ และการดำเนินงานในคลังสินค้า ส่วน JWD จะซัพพอร์ตเรื่องการลงทุนด้านคลังสินค้า พวกเราสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์ของ JWD ที่มีอยู่ ในการขยายธุรกิจให้รวดเร็ว และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่วน JWD ยังสามารถให้บริการ fulfillment แบบเต็มประสิทธิภาพให้ลูกค้าตัวเองได้อย่างรวดเร็วทันที ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการเงินของ SCB 10X มาใช้เพื่อช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าของเราอีกด้วย”

mycloudfulfillment

เปิดตัว Inventory Intelligence วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ใหม่ที่ MyCloudFulfillment จะนำมาใช้ในปีหน้าก็คือ Inventory Intelligence ด้วย Machine Learning โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลผู้บริโภคในเชิงลึกและพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของสต๊อกสินค้าในระบบของแต่ละร้านค้า นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ออกมาเป็นข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจสำหรับธุรกิจ เช่น สินค้าชิ้นไหนควรเก็บมากขึ้นหรือน้อยลง สินค้าชิ้นไหนขายแล้วมีกำไรหรือขาดทุน รูปแบบการขายชนิดนั้นสร้างยอดขายให้กับสินค้าชนิดไหน  เป็นต้น

“ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซของเอเชียอยู่ที่ 45 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่าการนำมูลค่าอีคอมเมิร์ซของภูมิภาคอื่น ๆ รวมกันเสียอีก ที่สำคัญ โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในภูมิภาคอยู่ที่ 44.2% ในส่วนของประเทศไทย จากปีที่แล้ว 2020 ตลาดมีมูลค่าอยู่ที่ 2.28 แสนล้านบาท (เติบโตมาจากปี 2019 มากถึง 42%) และในปี 2021 คาดว่าตลาดมีมูลค่าอยู่ที่ 2.80 แสนล้านบาท  ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นมาอีก 22%”

“สังเกตได้ว่าถึงแม้ว่าสถานการณ์โควิดจะดีขึ้น คนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้มากขึ้น แต่การซื้อขายออนไลน์ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด มีแต่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือคนไทยมีกำลังใช้จ่ายซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 7,290 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง เท่า ๆ กับอินโดนีเซีย และเป็นรองแค่ประเทศสิงคโปร์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ผมเชื่อเป็นอย่างมากว่า โอกาสของอีคอมเมิร์ซไทยยังมีอีกมาก ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจประเทศของเราอาจจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ แต่เศรษฐกิจด้านอีคอมเมิร์ซของเรากำลังเติบโตเป็นอย่างมาก และ อนาคตแห่งการขายกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตื่นเต้น” คุณนิธิ กล่าวปิดท้าย