FinVest : จับกระแสเทรนด์ลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศยุคใหม่ให้ปังๆ…ง่าย ไม่ซับซ้อน ผลตอบแทนคุ้มค่า

ทุกวันนี้ มีคนไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับการบริหารเงินมากขึ้น สะท้อนได้จาก ผลการสำรวจหนึ่งของ YouTube ที่พบว่า คนไทยมีการรับชมคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ด้านการเงิน – การลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ Covid-19 ระบาด โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขการเปิดบัญชีใหม่ที่ลงทุนในหุ้นมากกว่า 2 แสนบัญชีในปี 2563 ที่ผ่านมา (ตัวเลขก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 120,000 บัญชีต่อปีเท่านั้น)

- Advertisement -

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของนักลงทุนในยุคนี้ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการจำกัดกรอบการลงทุนในประเทศ เพราะต้องยอมรับว่า ทิศทางการลงทุนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งอัตราการฟื้นตัวหลังการระบาดของ Covid-19 ที่เศรษฐกิจไทยยังไม่กระเตื้อง ความพร้อมของอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อตอบรับเมกะเทรนด์ต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด บล็อกเชน รถยนต์ไฟฟ้า ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ หากเทียบกับต่างประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความท้าทายเหล่านี้ทำให้นักลงทุนไทยตื่นตัวกับการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น และมองหาโอกาสในการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เห็นได้จากงานสัมมนาออนไลน์ “ติดปีกการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ” ที่จัดโดย FinVest แอปพลิเคชันด้านการลงทุน ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2564 โดยหนึ่งในวิทยากรของเวทีสัมมนาอย่างคุณกิตติ สุทธิอรรถศิลป์ ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงาน Strategic Initiatives & Industry Utility ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ฉายภาพให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว นักลงทุนไทยนั้น มองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดต่างประเทศมาตลอด

“เราพบว่า เรื่องการลงทุนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น และพบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยสนใจลงทุนในต่างประเทศ เห็นได้จาก การลงทุนในกองทุนรวมกลุ่ม FIF (Foreign Investment Fund) ที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งภาพรวมตลาดกองทุนรวมของไทย ณ ปัจจุบัน 1 ใน 3 เป็นกองทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อหาโอกาสในการเติบโตเช่นกัน”

ขณะที่คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Robowealth ได้กล่าวเสริมว่า เหตุผลที่นักลงทุนส่วนใหญ่ออกไปแสวงหาโอกาสในตลาดต่างประเทศนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปแบบการฟื้นตัวของภาคธุรกิจในโลกหลัง Covid-19 อยู่ในรูป K-Shape นั่นเอง

“เราพบว่า บางอุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในยุค Covid-19 เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ หุ้นกลุ่ม EV หรือหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด แต่บางอุตสาหกรรมก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และภาคบริการ (ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย) ดังนั้น การฟื้นตัวแบบ K-Shape ทำให้นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง โดยการขยายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศที่มีความโดดเด่นในเรื่องเทคโนโลยี EV พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ฯลฯ มากขึ้น”

Pain Point นักลงทุนที่จะโกอินเตอร์

อย่างไรก็ดี แม้จะเห็นว่ามีการเติบโตที่พุ่งแรงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้รับโอกาสให้เข้าไปลงทุนได้ ซึ่งคุณกิตติ ได้ชี้ให้เห็นถึง Pain Point หรือข้อจำกัดนี้ว่า ในอดีต การลงทุนในต่างประเทศมีต้นทุนที่สูงมาก โดยนักลงทุนอาจต้องซื้อหุ้นเป็นรายตัว หรือยอมเสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนเพื่อซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศ ซึ่งหากเป็นคนที่มีฐานะ อาจเลือกไปลงทุนผ่านทาง Private Wealth ที่ต้องใช้ทรัพย์สินหลักล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ Private Wealth เหล่านั้นบริหารให้

ส่วนคนระดับ Middle-Class ที่มีเงินหลักหมื่นบาทแล้วอยากลงทุนซื้อหุ้นเมกะเทรนด์ ถือว่าแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากไม่มี บลจ. ใดมาให้บริการอย่างแน่นอน

“แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น และการพัฒนาระบบรวบรวมตัวเลือกกองทุนบนแพลตฟอร์มการลงทุนด้วยสถาปัตยกรรมแบบเปิด (Open Architecture) ทำให้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนตามธีมในกองทุนรวมต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดยในไทยเองก็มีแอปพลิเคชันเช่น FinVest ที่มีฟีเจอร์ Offshore ให้นักลงทุนซื้อกองทุนรวมต่างประเทศโดยตรงเป็นแอปพลิเคชั่นแรก และไม่ถูกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนอีกต่อไป” คุณกิตติกล่าว และได้เผยถึงเบื้องหลังของการพัฒนาดังกล่าวว่า คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างระบบ FundConnext ระบบที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนาขึ้น กับ Fundsupermart ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเยอรมนี โดย FinVest มีหน้าที่ติดต่อว่าจะซื้อขายกองทุนใดบ้างให้กับลูกค้า และใช้ Infrastructure ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นตัวกลางในการแปลภาษา ซึ่งระบบเบื้องหลังนี้คือสิ่งที่ทำให้นักลงทุนจากไทยสามารถซื้อขายกองทุนในต่างประเทศได้ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนของตนเองนั่นเอง ด้วย User Experience ที่แทบไม่ต่างกับซื้อกองทุนในประเทศทั่วไปเลย

“คนที่จะกดคำสั่งซื้อขายมีได้คนเดียวคือลูกค้า โดยสามารถเข้าแอป FinVest และกดคำสั่งซื้อกองทุนรวมต่างประเทศได้เลย แม้จะมีเงินลงทุนเบื้องต้นที่หลักหมื่นบาทก็ตาม” คุณกิตติกล่าว

ทำไมการซื้อกองทุนรวมต่างประเทศได้โดยตรงผ่าน FinVest ถึงแตกต่าง

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ อาจบอกได้ว่ามีหลายปัจจัย โดยที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดต่างประเทศผ่าน Feeder Fund  นั้นจะมีค่าบริหารจัดการกองทุนอยู่ราว 1 – 1.5% แต่สำหรับการลงทุนผ่าน FinVest จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แต่อย่างใด ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น และไม่เสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ ภายในแอปพลิเคชัน FinVest ยังคัดเลือกกองทุนรวมโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ กว่า 1,000 กองทุน จาก บลจ. 33 ชั้นนำทั่วโลกทั้ง onshore และ offshore อาทิ Baillie Gifford, Schroder, BlackRock, UBS, Invesco, Matthews Asia, Nikko ARK, BNY Mellon ฯลฯ ซึ่งครอบคลุม Theme ที่มีการเติบโตโดดเด่น และสามารถเลือกได้ตาม Megatrend หรือความสนใจเฉพาะบุคคล โดยไม่ต้องอิงกับที่กอง feeder fund เลือกให้อีกต่อไป และในส่วนของการบริหารงาน ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย

ที่สำคัญ นักลงทุนสามารถซื้อกองทุนรวมต่างประเทศได้โดยตรง โดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 30,000 บาทเท่านั้น และสามารถใช้สกุลเงินบาทซื้อกองทุนรวมต่างประเทศได้โดยไม่ต้องแลกเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเหมือนในอดีต โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ที่เชื่อถือได้ของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งถือว่าเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายให้อย่างมาก และสามารถสั่งซื้อได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยลูกค้าสามารถเปิดบัญชีกับทางแอป และเลือกผูกบัญชีได้หลายธนาคารอีกด้วย

จุดแตกต่างประการสุดท้ายอาจเป็นเรื่องที่ภายในแอปพลิเคชัน รวมถึงใน Facebook Page ของ FinVest มีการสรุปข้อมูลการลงทุนที่ทันต่อเหตุการณ์ อัปเดตกระแสการลงทุนในรูปแบบ Thematic Investment ทำให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่หลากหลายทั่วโลก (ซึ่งในบางหมวดธุรกิจเป็นกลุ่มที่ยังไม่ครอบคลุมในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่อยู่ในหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทยนั่นเอง) โดย 5 กองทุนรวมต่างประเทศที่มีการยกตัวอย่างภายในงาน ก็ถือว่าน่าสนใจ เช่น

  • กองทุน Robeco Smart Mobility จาก Robeco เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำทางด้านเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไร้คนขับ เติบโต 61.3% ในปี 2563 (YoY)
  • กองทุน Global Energy Transition จาก Schroder ISF เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดระดับโลก เติบโต 91.9% ในปี 2563 (YoY)
  • กองทุน Blockchain Innovation จาก BNY Mellon เน้นลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนในหลากหลายอุตสาหกรรม เติบโต 46.19 % ในปี 2563 (YoY)
  • กองทุน Healthcare Innovation จาก Schroder ISF เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำด้านอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ รวมทั้ง Johnson & Johnson, AstraZeneca, Pfizer เติบโต 42.5 % ในปี 2563 (YoY)
  • กองทุน เติบโตทั่วโลกกับบริษัทชั้นนำ จาก Baillie Gifford เน้นการแสวงหาบริษัทที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากทั่วโลก และเชื่อว่าบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันและความสามารถของผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมจะใช้เวลามากกว่า 5 ปี เติบโต 95.62% ในปี 2563 (YoY)

ลงทุนต่างประเทศอย่างไรให้ตอบโจทย์

ส่วนจะเลือกลงทุนอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการนั้น คุณพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บมจ. Proud Real Estate อีกหนึ่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และมีประสบการณ์การทำงานในตลาดการเงินระดับภูมิภาค แนะนำว่า ต้องกลับสู่คำถามพื้นฐานว่าเราลงทุนเพื่ออะไร

“นักลงทุนไม่ว่าจะมือใหม่หรือมีประสบการณ์ในการลงทุนแล้ว หากสนใจอยากไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องตอบคำถามก่อนว่า เราจะลงทุนไปเพื่ออะไร (เก็งกำไร ลงทุนเพื่อเกษียณ ฯลฯ) ไม่อย่างนั้น เราจะไม่มีระเบียบในการบริหารจัดการ”

“เมื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนได้แล้ว ต่อมาคือเรื่องของการหาข้อมูล และการลงทุน ซึ่ง Pain Point หนึ่งของนักลงทุนในอดีตคือ ข้อมูลที่ต้องศึกษามีเยอะมาก ทำอย่างไรจะสกรีนข้อมูลเหล่านี้ออกมา และเลือกให้เหมาะกับความต้องการในการลงทุนของเราให้ได้ แต่วันนี้พอมีอินเทอร์เน็ต ก็ทำให้การลงทุนทำได้ง่ายขึ้น ส่วนตัวรู้สึกดีที่มีแอปอย่าง FinVest ที่ช่วยให้การลงทุน การเปิดบัญชี และการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศทำได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังมีการอ้างอิงกับระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะที่ภายในแอป FinVest ก็มีคอนเทนต์หลากหลายให้เลือกอ่าน ก่อนจะตัดสินใจลงทุน”

“การที่เราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ได้ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และมีเครื่องมือที่ทำให้เราลงทุนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้น และสามารถลงทุนในหุ้นเมกะเทรนด์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้” คุณพสุกล่าว

สำหรับใครที่สนใจมองหาโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้นกว่าเดิมอย่างการออกไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้งานแอปพลิเคชัน FinVest  ได้ที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/6fd11d06 โดยในช่วงเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่างการซื้อขายกองทุนรวมต่างประเทศได้โดยตรงนี้ จะไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมจากการขายหน่วยลงทุน (Front-End-Fee) แบบไม่มีเพดาน สำหรับ 5 กองทุนแนะนำที่กล่าวไปข้างต้นด้วย (วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2564)

นอกจากนี้ยังสามารถติดตามความรู้ด้านการลงทุนทั่วโลก หรือฟังงานสัมมนา “ติดปีกการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ” ย้อนหลังได้ที่ FaceBook FinVest และเว็บไซต์ https://bit.ly/3ztNvl0